ตะกอนกับตู้ปลาทะเล
Content สารบัญบทความ
ตะกอนคืออะไร
ตะกอนในตู้ปลามาจากอะไร
ตะกอนในตู้ปลาส่งผลกระทบกับการเลี้ยงอย่างไร
ระบบนิเวศน์ของตะกอนอินทรีย์
วิธีการจัดการกับตะกอน
การนำตะกอนในตู้ปลาไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ
Plankton
Reeftech : Reef Protection TM
ตะกอนคืออะไร
สำหรับตู้ปลาทะเล เราคงจะเคยเห็นเศษฝุ่นผงเล็ก ๆ สีน้ำตาลซีด ๆ ที่อยู่ตามพื้นหรือหน้าทราย
สิ่งเหล่านี้เราเรียกมันว่า "ตะกอน"
ในภาษาต่างประเทศ ตะกอนถูกแทนด้วยคำว่า Detritus อ่านว่า ดิ - ไทร้ - ทัส
และอาจแทนด้วยคำอื่น ๆ อีก เช่น คำว่า สลัดจ์
( Sludge ) ในระบบบำบัดน้ำเสีย หรือคำว่า POC หรือ POM ย่อมาจาก Particulated
Organic Carbon ( Matter / Material )
ทั้งหมดนี้ หมายความถึง ตะกอนอินทรีย์ ซึงตะกอนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ประกอบด้วย
สารอินทรีย์นั่นเอง

ตะกอนในตู้ปลามาจากอะไร
ดังที่กล่าวไว้แล้วตั้งแต่ต้น ตะกอนนี้ คือ ตะกอนอินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากสารอินทรีย์
แต่ไม่เพียงแค่เท่านั้น ตะกอนยังประกอบ
ด้วยสารอนินทรีย์อีกด้วย ตะกอนเหล่านี้ มาจาก
- ขี้ปลา สิ่งขับถ่ายจากสิ่งมีชีวิต ปลา ปะการัง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
ซึ่งเป็นพวกกากอาหาร เมือก สิ่งคัดหลั่ง ต่าง ๆ
- ซากสิ่งมีชีวิต เนื้อปลา ก้างปลา เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เนื้อเยื่อพืช แพลงตอนตาย
เซลแบคทีเรีย
- โครงสร้างแคลเซียม ทั้งมาจากสิ่งมีชีวิต เช่น ฝุ่นที่แตก ๆ จากโครงปะการัง
เก่า ก้างปลา ซากสาหร่ายหินปูน หรือมาจากการตกตะกอน
เองของ แคลเซียมคาร์บอเนต จากการอิ่มตัวกว่าจุดที่จะละลายได้ หรือด้วยการชักนำของฟอสเฟต
หรือ สารอินทรีย์ หรือตะกอนเก่า
- แร่ธาตุรองต่าง ๆ จากการจับตัวเข้ากับตะกอน
- ตะกอนที่มาจากการสร้างสารเมือก ของพวกแบคทีเรีย ทำให้สิ่งปฏิกูล เกิดการรวมตัวกันเป็นตะกอน
ตะกอนจะมีความสัมพันธ์กัน ระหว่าง สารที่ละลายในน้ำ และ ตะกอน ที่นอนก้นอยู่
นั่นคือ สารอินทรีย์ที่ละลายน้ำ ( ถูกเรียกแทนที่ด้วยว่า DOM
หรือ DOC ย่อมาจาก Dissolved Organic Carbon / Dissolved Organic Matter
) จะถูกทำให้จับตัวกันเป็นตะกอน POC และตะกอน POC ก็จะ
ละลายออกมาเป็น DOC
(เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตะกอน อ่านต่อในหัวข้อระบบนิเวศน์ของตะกอนด้านล่างครับ
)
ตะกอนในตู้ปลาส่งผลกระทบกับการเลี้ยงอย่างไร
หากเป็นนักเลี้ยงมือใหม่ ตะกอนนั้นเป็นแหล่งรวมของแบคทีเรียที่จะคอยจัดการกับของเสียต่าง
ๆ
เพื่อให้สารอินทรีย์ที่เป็นของเสีย ลดความเป็นพิษลง ( ดูในเรื่องวัฏจักรไนโตรเจน
กับ เริ่มต้นเลี้ยงตู้ทะเล )
ขณะที่เมื่อผ่านช่วงเวลาวิกฤติของตู้ขั้นแรกที่เราเรียกว่า โรคตู้ใหม่
หรือ New Tank Syndrome ( NTS )ปริมาณ
ตะกอนจะสะสมขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดภาวะที่เรียกว่า โรคตู้เก่า หรือ Old Tank
Syndrome = OTS ที่ตะกอนจะ
เป็นปัจจัยหลักก่อให้เกิดปัญหาแทน
แนวปะการัง ไม่ชอบตะกอน
หากเราสังเกตว่าแนวปะการังเจริญเติบโตขึ้น ในธรรมชาติ จะมีตะกอนปะปนมาด้วยเสมอ
ๆ และหากมี
แนวปะการังที่มีความห่างจากตะกอนอย่างพอดี ๆ ซึ่งมักจะเป็นบริเวณแนวปะการังที่ถูกรายล้อมด้วยน้ำลึก
รอบด้าน อย่างเช่น แนวปะการังเอทอล ( Atoll = แนวปะการังวงแหวน ) หรือ
แนวปะการังแถบฮาวาย
ปะการังจะมีความสมบูรณ์และสีสวยสดกว่าแนวปะการังที่อยู่ใกล้บริเวณปากแม่น้ำ
หรือแนวะปะการังชายฝั่ง
ยกตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดสุดคือ แนวปะการังในบริเวณหมู่เกาะของทะเลอันดามัน
จะมีความสวยงามและ
อุดมสมบูรณ์กว่าในอ่าวไทย เนื่องจากทะเลอ่าวไทยค่อนข้างมีการแลกเปลี่ยนกับน้ำในมหาสมุทรใหญ่น้อยกว่า
สารอินทรีย์ที่ละลายน้ำจึงปะปนในน้ำทะเลมากกว่า
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่า แนวปะการังที่สวยงาม จะขึ้นในบริเวณที่ห่างจากตะกอนพอสมควร
จุดที่ปะการังขึ้น
ก็เช่นกัน ปะการังจะสามารถขึ้นได้เมื่อห่างจากตะกอนในระยะทางหนึ่ง ๆ ซึ่งอาจเป็น
เซนติเมตร หรือ เป็น ห่ลาย
สิบเมตรก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณและส่วนประกอบของตะกอน กระแสน้ำ รวมถึงความทนได้ของปะการัง
สิ่งเหล่านี้
ยังต้องการการศึกษาวิจัยต่อไปว่า ปะการังชนิดใดสามารถทนต่อน้ำที่มีคุณภาพต่ำ
( หรือมีสารอินทรีย์ = มลพิษ
ละลายอยู่มาก ได้ ) รวมถึงความห่างเป็นกี่เซนติเมตรจากตะกอนที่ปะการังสามารถเจริญเติบโตได้
ที่ท่านผู้อ่านเรา ๆ ท่าน ๆ จะต้องเก็บรวบรวมประสบการณ์ต่อไป ( ทางเราขอความร่วมมือ
ในการแชร์ประสบการณ์จองท่าน ผ่านทางกระดานสนทนาครับ
)
ปะการังประเภทโพลิปเล็ก เป็นปะการังที่เจริญเติบโตเร็ว ขณะเดียวกันก็เป็นปะการังที่ได้รับผลกระทบจากตะกอน
ไวกว่าปะการังตัวอื่นพอสมควร ปะการังโพลิปใหญ่หลายชนิดสามารถทนตะกอนได้ดี
อย่างเช่น ปะการังเพลท
( Fungia sp. ) จะเจริญเติบโตบนพื้นทราย ปะการังอ่อนหลายชนิด สามารถทนกับตะกอนได้บ้าง
ขณะที่ปะการัง
จำพวก กระดุม ( Zoanthids ) และ กระดุมใหญ่ ( Zoanthids - Protopalythoa
) และพวกปะการังเห็ดติดหิน
( Disc anemone, Mushroom Coral , Actinodiscus sp. ) สามารถเจริญเติบโตได้ดีเวลามี
ตะกอนเนื่องจากมัน
กินสารอินทรีย์ละลายน้ำจากตะกอนเป็นต้น
เราจึงรวบรวมความทนต่อตะกอนของปะการังได้ดังนี้ ( ข้อมูลอยู่บนพื้นฐานประสบการณ์
อาจผิดพลาดได้ )
| |
ชื่อปะการัง |
ระยะความสูงห่างจากตะกอน
ที่เหมาะสม ( เซนติเมตร ) |
คะแนน |
กลุ่มปะการัง
เกลียดตะกอน |
ปะการังเขากวาง
Acropora sp. |
อย่างน้อย 20 |
1 |
ปะการังเขากวางน้ำลึก
Acropora parahemprichii |
อย่างน้อย 25 |
0.5 |
ปะการังเขากวางก้อน
Acropora humilis |
อย่างน้อย 12 |
2 |
ปะการังแมว
Polcillopora sp. |
อย่างน้อย 12 |
2 |
ปะการังมอนติชนิดกิ่ง
Montipora sp- branching. |
อย่างน้อย 15 |
1 |
ปะการังมอนติชนิดแผ่น จาน
Montipora sp. - Foliose |
อย่างน้อย 10 |
2 |
ปะการังรังนก
ฺSeriatopora - BirdNest |
อย่างน้อย 12 |
2 |
ปะการังก้าน
Stylopora |
อย่างน้อย 20 |
1 |
ปะการังหินเขียว
Goniopora sp. - flower pot |
อย่างน้อย 20
( * เนื่องจากติดโรคง่ายมาก ) |
1 |
ปะการังช่อสี กะหล่ำ
์Nepthya , Dendronepthya , Scleronepthya |
อย่างน้อย 20 |
1 |
| |
|
|
|
| |
|
|
|
กลุ่ม
ปะการัง
ทนตะกอน |
ปะการังลูกโป่ง
Pleogyra sp. - Bubble Coral |
อย่างน้อย 6 |
5 |
ปะการังไข่ปลาหมึก
Catalaphyllia - Elegance Coral |
อย่างน้อย 8 |
3 |
ปะการังฝักบัว
Turbinaria sp. - Pagoda |
อย่างน้อย 6 |
5 |
ปะการังหนวดถั่ว แฮมเมอร์
Euphyllia ancora - Hammer coral
|
อย่างน้อย 7 |
4 |
ปะการังเกรป
Euphyllia divisa - Grape coral |
อย่างน้อย 6 |
5 |
ปะการังสมองกลีบ
Pectinia
|
อย่างน้อย 5 |
5 |
ปะการังสมองเปิดร่องใหญ่
Lobophyllia , Symphyllia |
อย่างน้อย 3 |
7 |
ปะการังสมองร่องเล็ก
Platygyra sp. |
อย่างน้อย 3 |
7 |
ปะการังสมองวงแหวน
Favite , Favia ( Moon Coral/ Close brain ) |
อย่างน้อย 3 |
7 |
ปะการังสมองกิ่งแท้
Caulastrea Coral - Candy Cane |
อย่างน้อย 5 |
5 |
ปะการังหนัง ขาหมู
Sarcophyton sp. - Leather coral |
อย่างน้อย 3 |
7 |
ปะการังนิ้ว
Sinularia sp. |
อย่างน้อย 3 |
7 |
ปะการังนิ้วแก้ว
Lobophyton sp. |
อย่างน้อย 5 |
5 |
ปะการังนิ้วฟู
Alcyonium sp. |
อย่างน้อย 5 |
5 |
สตาร์โพลิป
Pachyclavularia - Star Polyp |
5 - 30 |
6 |
โคลวพ โพลิป
Clavularia sp. - Clove Polyp |
7 - 30 |
6 |
ออแกนไปป์
Tubipora musica - Organpipe |
5 - 20
*ใช้ตะกอนขนาดเล็กเป็นอาหารบ้าง |
7 |
ซีเนีย
Xenia sp. , Anthelia sp. |
อย่างน้อย 2 |
8 |
| กัลปังหาพัด |
3 - 15
*กินตะกอน แพลงตอนพืช แบคทีเรียขนาดเล็กเป็นอาหาร |
4 |
| กัลปังหากิ่ง |
อย่างน้อย 5 |
5 |
| |
|
|
|
กลุ่ม
ปะการัง
ใกล้ชิดตะกอน |
ปะการังเพลท
Fungia , Heliofungia,
Cycloceria |
อย่างน้อย 2 |
8 |
เห็ดติดหิน
Actinodiscus , Discosoma |
0 - 10 |
10 |
เห็ดขน เห็ด2 ปาก
Rhodactis sp. |
1 - 20 |
9 |
เห็ดบั๊บเบิ้ล
Ricordia |
5 - 15 |
7 |
| เห็ดหูช้าง Amplexdiscus
|
5 - 20 |
6 |
| |
|
|
|
*คะแนน หมายถึง คะแนนความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในตู้เก่า
ระบบนิเวศน์ของตะกอนอินทรีย์
แรกเริ่มเดิมที เมื่อเราจัดตั้งตู้ใหม่ เราก็พบว่าน้ำมันใสดี ต่อมาเมื่อเราใส่หินเป็น
ใส่สาหร่าย ฯลฯ เรายังไม่ได้ใส่แม้กระทั่ง
ปลา หรืออาหารปลาเลย ต่อมาเราเริ่มพบว่า มีตะกอนเกิดขึ้นในตู้เสียแล้ว
ทั้ง ๆ ที่ไม่มีปลาซักกะตัว ในตู้
ตะกอนนี้มาจากไหน ?
คำตอบเรารู้ตั้งแต่ข้างต้นแล้ว ว่ามันมาจากซากสิ่งมีชีวิต และมาจากการตกตะกอนของสารจำพวกแคลเซียม
รวมถึง
แมกนีเซียมด้วย แต่อันแรกดูจะเป็นปัญหาใหญ่กว่า และเมื่อไหร่ที่เราเริ่มเลี้ยงตู้ทะเล
เราจะพบว่า เราได้เริ่มต้น จับเอา
สิ่งมีชีวิต มาเข้าสู่ วัฏจักรของสิ่งมีชีวิต ภายในตู้ใบแคบ ๆ และสิ่งมีชีวิต
ย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็น ธรรมดา เพียงแต่
เราไม่รู้ว่า กว่าสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ๆ จะเกิด และ เติบโต ได้ จะต้องอยู่บนกองซากศพของสิ่งมีขีวิตอื่นขนาดไหน
แต่นั่นก็คือ วัฏจักร !!!! ซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปตลอดเวลา และไม่หยุดนิ่ง
นั่นคือ แนวปะการังในตู้หรือในธรรมชาติ
มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราเรียกสิ่งนี้ว่า ไดนามิก ( Dynamic ) และผู้เลี้ยงสิ่งเกี่ยวกับทะเล
จะอยู่ใกล้ชิดกับวัฏจักร
ของสิ่งมีชีวิตมากกว่างานอดิเรกชนิดอื่น ๆ จึงเป็นการดีกว่า ถ้าเรารู้จักวัฏจักรต่างๆ
ตะกอนก็เช่นกัน มันเริ่มต้นมาจาก เศษอาหารปลาที่เราให้ไป ขี้ปลา สาหร่ายที่ตาย
ซากแบคทีเรีย ตัวแบคทีเรียเอง สิ่งมีชีวิต
ขนาดเล็กต่าง ๆ ที่เรียกว่า จุลชีพ ซากไข่ ซากตัวอ่อนของปะการัง เมื่อตายลง
จะกลายเป็น ซากที่จมหรือลอยในน้ำ หรือติดค้าง
ณ ที่ใดที่หนึ่ง หากโชคดี ก็จะถูกสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นกิน ( เหมือนทีเราให้อาหารปลา
) หากไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นกิน ก็จะกลายเป็นหน้าที่
ของแบคทีเรีย ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง จัดการย่อยสลายซากนั้น จนกลายเป็นชิ้น
ๆ ขนาดเล็ก ๆ
สิ่งมีชีวิต --> ตาย -->ซาก --> โดนกิน --> ซาก หรือ มูลขับถ่าย
--> สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกินอีกที --> ซากและมูลขนาดเล็ก ( ตะกอน
)
เมื่อเกิดตะกอนขึ้นมาแล้ว ตะกอนจะถูกย่อยสลายต่อไป ด้วยจุลชีพต่าง ๆ เช่น
แบคทีเรีย รา โปรติสต์ ซิลิเอต อมีบา ฯลฯ บางครั้ง
การย่อยสลายจะให้เป็นสารอินทรีย์ละลายน้ำ และบางครั้ง ก็จับสารอินทรีย์ในน้ำมาใช้เป็นพลังงานเพื่อย่อยสลาย
ดังนั้น ตะกอนก้อน
หนึ่ง ๆ จะมีแบคทีเรียและจุลชีพ อาศัยอยู่ เป็นสังคม เหมือนคนอาศัยบนโลก
อย่างไรอย่างนั้น
ตะกอนอินทรีย์ <--> สารอินทรีย์ละลายน้ำ
ในสังคมของจุลชีพบนตะกอน จะมีการผลิตอาหารต่างๆ มากมาย ตะกอนที่ถูกย่อยดีแล้ว
จะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นสารอาหารบางส่วน
เช่น กรดอะมิโน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ทำให้ตะกอนเกิดมีคุณค่าทางสารอาหารขึ้นมาใหม่
และกลายเป็นอาหารสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ทำ
หน้าที่กรองน้ำ โดยการจับอาหารที่เกิดจากตะกอนกินอย่างเช่น ฟองน้ำ เป็นต้น
ตะกอนเหล่านี้จึงถูกมองในแง่ของอาหารมากขึ้น และ
เรียกกันว่าเป็น หิมะทะเล หรือ Marine Snow
ตะกอนอินทรีย์ --> จุลชีพมาเกาะ --> ( เวลาผ่านไป เกิน 15 วัน )
จุลชีพผลิตอาหาร --> อาหารสำหรับสัตว์กรองน้ำ
ในอดีต เรามองว่า สัตว์ประเภทกรองน้ำกิน สามารถได้รับอาหารจากตะกอนเหล่านี้
และเจริญเติบโตได้ดี ทำให้น้ำใส และ มีคุณภาพดี
แต่ในความเป็นจริงของตู้เลี้ยง นั่นไม่ใช่ภาพทั้งหมด ของความสำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นมักกลับกลายเป็นว่า
มีเพียงสัตว์กรองน้ำบางพวกเท่านั้น ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี และในบริเวณหนึ่ง
ๆเท่านั้น รวมถึงความช้าในการเจริญเติบโต จนไม่ทัน กับอัตราการก่อตัวของตะกอน
แทนที่ระบบตู้เลี้ยง จะสมบูรณ์ และ สมดุลย์ มักเกิดปัญหากลับเป็นว่า เกิดการหมักหมม
จนกลายเป็นมลพิษแทน
ภาพที่ 1 ผลของการกระทำของจุลชีพบนตะกอน
ภาพที่ 2 วัฏจักรของจุลชีพกับตะกอน
สำหรับธรรมชาติ ตะกอนที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะถูกพัดไปนอนที่ก้นทะเล
ทำให้น้ำทะเลส่วนบนยังใสสะอาดอยู่ และน้ำทะเลส่วนล่างจะมีสารอาหาร
ละลายอยู่ เมื่อเกิดปรากฏการณ์อัพเวลลิ่ง Upwelling หรือ กระแสน้ำยก
จากข้างใต้ขึ้น มาด้านบน ทำให้สารอาหารในรูปที่ละลายแล้วของฟอสเฟต
ไนเตรต ฯลฯ ขึ้นมาสู่วัฏจักรของแพลงตอนพืชในมหาสมุทรน้ำลึก หรือ บริเวณ
เกาะตามมหาสมุทร ต่าง ๆ ส่วนแนวปะการังจะได้รับตะกอนเพียงบางส่วน
กลายมาเป็นอาหาร ในวัฏจักรของแนวปะการังต่อไป ทำให้เราสืบทราบได้ว่า
จริง ๆ แนวปะการังต้องการอาหารจากตะกอนในจำนวนไม่มาก และ ตะกอน
ที่นอกเหนือจากนั้น จะถูกพัดไปทิ้งในบริเวณห่างจากแนวปะการังเกือบทั้งหมด
บริเวณเหล่านี้ ได้แก่
- แอ่งใต้สมุทร ( Deep Sea Floor )
- ร่องน้ำระหว่างแนวปะการังกับฝั่ง ( Reef Lagoon )
- แอ่งน้ำกลางแนวปะการังเอโทล ( Atoll's Lagoon )
- ร่องน้ำของแนวปะการังใหญ่ ( Reef Canal ) ของแนวปะการังห่างฝั่ง Barrier
Reef
อัตราแลกเปลี่ยนน้ำบริเวณที่พักตะกอนหรือแอ่งน้ำ Lagoon กับน้ำบริเวณที่แนวปะการังอยู่
จะมีไม่มากเกินไปแต่จะแลกเปลี่ยนบริเวณผิวน้ำมากกว่า ทำให้ปะการังสามารถได้รับสารอาหาร
ที่มาจากผู้ผลิต เช่นแพลงตอนพืช กับผู้บริโภคลำดับต้น ๆ เช่น แพลงตอนสัตว์
แล้วแนวปะการังเอง
ก็มีการผลิตอาหารจากการปล่อยไข่ กับตัวอ่อน และเซลสืบพันธุ์ขนาดเล็ก ของสัตว์ที่อาศัยในนั้น
จึงมีการกินกันของสัตว์ต่างๆ ทำให้พลังงานหมุนเวียนอยู่ในแนวปะการังเอง
บวกกับ อาหารในรูป
สิ่งมีชีวิตจากแพลงตอนและตัวอ่อนสัตว์น้ำจากทะเลเปิดและป่าชายเลน ส่วนตะกอนที่เกิดขึ้น
ก็
ถูกขจัดทิ้งไปโดยกระแสน้ำ
ภาพที่ 3 การหมุนเวียนของตะกอนหลัก ๆ ของแนวปะการังกับทะเลส่วนอื่น
( ลูกศรสีเขียวแสดงสารอาหารในรูปของชีวิต และ ลูกศรชมพูแสดงสารอาหารรูปไม่มีชีวิตหรือ
มีขนาดเล็กเช่นแบคทีเรีย )

ในตู้ปลาของเรามักไม่มีที่พักตะกอนเหมือนในธรรมชาติ ยกเว้น ซัมพ์ ( Sump
) แต่ขนาดที่พัก ก็ยัง
เล็กเกินกว่าจะสามารถจัดการกับตะกอนให้กลายมาเป็นอาหารประเภทแพลงตอนได้อย่างเพียงพอ
กับตู้ทะเลของเรา ดังนั้น การให้อาหารจึงเป็นสิ่งจำเป็น และการกำจัดตะกอนที่เกิดจากอาหารและ
ซาก ก็เป็นสิ่งจำเป็นอีกเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงต้องบอกว่า ตู้ทะเล "จำเป็นต้องมีการดูแลสม่ำเสมอ"
วิธีการจัดการกับตะกอน
เบื้องต้น เราสามารถกำจัดตะกอนได้ง่าย ๆ โดยการเริ่มตั้งตู้ใหม่ และแน่นอน
มันไม่คุ้มกับความพยายาม
ทั้งหมดที่เราทำมาเลย ดังนั้น เราจึงมีวิธีจัดการกับตะกอนขณะที่ตู้ยังดำเนินระบบ
( ใช้ทับศัพท์ว่ารัน Run )
อยู่ได้
การวางแผนที่ดีจึงสำคัญ แผนที่ดีคือ การเริ่มตั้งตู้โดยคำนึงถึงว่าเราจะกำจัดตะกอนได้อย่างไร
วิธีการกำจัดตะกอนเบื้องต้นจึงมีหลายแบบ แต่ละแบบมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน
ไม่ควรใช้แบบใดแบบเดียว
ควรใช้หลาย แบบร่วมกัน อาจมีแบบใดแบบหนึ่งเป็นหลัก และอีกแบบเป็นระบบเสริม
จึงจะมีประสิทธิภาพดี
กว่าสำหรับการดูแลรักษาตู้ทะเล
ลดอาหาร - คิดว่าข้อนี้คงทำได้สำหรับนักเลี้ยงที่ชอบให้อาหารมากเกินไปจนปลาหรือสิ่งอื่น
ๆ กินไม่หมด
แต่กับนักเลี้ยงรุ่นเก่าที่สามารถคุมปริมาณอาหารได้พอดี ก็ยังมีตะกอนอยู่ดี
ใช้กรองแบบทรายลึก ( Deep Sand Bed = DSB ) หรือการปูพื้นตู้ด้วยทรายจำนวนมาก
ทรายจะเป็นที่อยู่
ของสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว ที่จะคอยกินตะกอน ให้หมดไป วิธีนี้มีข้อถกเถียงกันอยู่มาก
ว่า มันจะกำจัดได้หมด
จริงหรือเปล่า เท่าที่ทดลองมา ทรายจะมี 2 คุณสมบัติคือ เป็นที่อยู่อาศัยของจุลชีพ
และ เป็นที่ดูดซับสารอินทรีย์
ด้วย ทำให้ตู้ที่ใช้ปู DSB จะดูดีในช่วง 2 ปีแรก แต่หลังจากนั้น จะแภ้ไขปัญหาโรคตู้เก่าได้ลำบากมาก
ขณะที่
ผู้เชี่ยวชาญบางท่าน แนะนำว่า เกิดจากสัตว์กินตะกอนน้อยไป จึงต้องใส่ทรายเป็นใหม่ลงเรื่อย
ๆ รวมทั้งสัตว์
กินตะกอนด้วย ก็จะสามารถเลี้ยงต่อไปได้เรื่อย ๆ ไม่มีกำหนด
ใช้สัตว์กินตะกอน ( Detrivores Kits) สัตว์กินตะกอนเหล่านี้จะช่วยสวาปามตะกอนให้
และนำไปเป็นเนื้อเยื่อ
ส่วนตัวของมัน ( อย่าลืมกฏ 10 % หมายความว่า ตะกอนที่กินเข้าไป 10 % เท่านั้นที่กลายเป็นเนื้อเยื่อ
และอีก
90 % จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น รวมทั้งถ่ายออกมาเป็นตะกอนใหม่อีกต่างหาก
บางทีตะกอนก็มีขนาดใหญ่กว่าเดิม )
สัตว์กินตะกอนเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ปูขนาดเล็กต่าง ๆ อย่าง ปูเสฉวน
( Hermits Crab ) ปูเชียร์ลีดเดอร์ ( Cheer
Leader Crab ) หอยฝาเดียวบางชนิด ไคตอนหรือลิ่นทะเล ( Chiton ) ปลาดาวบางชนิดโดยเฉพาะปลาดาวทราย
ปลาดาวเปราะ อีแปะทะเล ( แซนดอลล่าห์ Sand Dollars) ปลิงทะเล ( ชนิดไม่มีหนวด
) หอยสองฝาหลายชนิด
โกบี้อมทราย หนอนท่อดอกไม้ ( Feather Worm , Sabellede sp.) เป็นต้น ซึ่งบางตัวก็จะเป็นตัวช่วยกลับหน้าทราย
ให้ออกซิเจนลงสู่ทรายชั้นลึกๆ ให้ด้วย
ใช้การกรองแบบกายภาพ ( Mechanical Filtration ) สามารถศึกษาวิธีการของการกรองเชิงกายภาพได้ในบทความ
เรื่องของการกรองน้ำ
และการกรองแบบนี้ เป็นวิธีที่สามารถป้องกันปัญหาตะกอนได้เนิ่น ๆ ร่วมกับโปรตีนสกิมเมอร์
แต่จะต้องมีการดูแลบ่อย ๆ การกรองเชิงกายภาพจะกรองสารอินทรีย์ที่เป็นตะกอนขนาดใหญ่
ก่อนที่จะกลายเป็นตะกอน
ขนาดเล็ก ที่จะถูกจับออกไปโดยโปรตีนสกิมเมอร์ แต่การกรองเชิงกาพก็ไม่สามารถกรองสารอินทรีย์ที่ละลายน้ำอยู่ได้
ใช้โปรตีนสกิมเมอร์ ( Protein Skimmer ) ซึ่งสามารถจับกับสารอินทรีย์ขนาดเล็กที่ละลายในน้ำและดันออกไปได้
( แต่ก็
ไม่ได้หมายความว่า จับออกได้ทั้งหมด) มีสารอินทรีย์หลายชนิดที่ละลายน้ำดี
ซึ่งโปรตีนสกิมเมอร์เองก็ไม่สามารถกำจัด
ออกไปได้ จึงต้องทำสารเหล่านี้ให้มีขนาดใหญ่เสียก่อน เช่นการตกตะกอน (
Flocculation ) หรือ เร่งให้ติดกับตะกอนมาก
ขึ้น หรือให้แพลงตอนพืชหรือสาหร่ายดูดซับไป และกำจัดสาหร่ายอีกที โดยใช้โปรตีนสกิมเมอร์หรือการดึงออกโดยตรง
การเร่งการตกตะกอนและกำจัดตะกอนออกโดยตรง ทำได้โดยการทำให้ pH ของน้ำมีค่าสูงคงที่
( 8.3 ) และมีปริมาณ
แคลเซียม กับ คาร์บอเนต อย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันการละลายออกของฟอสเฟต
( ในความเป็นจริงทำไม่ได้ทั้งหมด ) และ
ดึงตะกอนออก แพลงตอนรีฟเทคเอง ได้คิดค้นระบบกำจัดตะกอน
Reef
Environment Protecter TM ทั้งอย่างง่าย และระบบอัตโนมัติ
เพื่อลดภาระการ ดูแลของท่านผู้อ่าน ให้เลี้ยงตู้ทะเลได้อย่างสนุกสนานขึ้น
ตู้ที่ใช้ระบบนี้จะเป็น ตู้ที่พื้นตู้โล่ง หรือ Bare Bottom เพื่อ
ที่จะกำจัดตะกอนได้ง่าย ไม่ติดเศษ ปะการัง และทำการติดตั้งระบบลงไป ตั้งแต่ตอนตั้งตู้
ก็จะสามารถลดภาระการดูแลของทุกท่านได้
ดีทีเดียว
การใช้สาหร่าย โดยเฉพาะสาหร่ายประเภท สาหร่ายขนาดใหญ่ ( Macroalgae )
พวกนี้ จะมีรากหยั่งเข้าไปบริเวณตะกอน และ
ทำการดูดเอาแอมโมเนีย และไนเตรต กับอินทรียสาร จากตะกอนโดยตรง จึงเป็นการลดขนาดตะกอน
และป้องกันเกิดตะกอนขึ้นมาใหม่ จากการทดลอง ส่วนหนึ่ง พบว่า สาหร่ายสามารถใช้ได้ดีทีเดียว
แต่ก็ไม่สามารถบำบัดตะกอนที่มีปริมาณมากมาย มหาศาลได้ เนื่องจากติดขัดที่อัตราการเจริญเติบโต
รวมทั้งสาหร่ายมีความสามารถในการรุกราน ( Invasive ) โดยการแก่งแย่งที่
ดักตะกอนเพิ่มขึ้น บดลังแสงสว่าง และเปลี่ยนทิศทางการไหลของกระแสน้ำ ทำให้ปะการังที่ถูกสาหร่ายขึ้นมักจะตาย
และกลายเป็นปุ๋ยให้สาหร่ายโตต่อไป
และถ้ามีปลากินสาหร่าย ก็จะปลูกสาหร่ายไม่ขึ้น การใช้สาหร่าย จึงควรใช้ในบริเวณที่สามารถจำกัดการเจริญเติบโตได้
เช่นใน
เรฟูเจียม รวมทั้ง จะต้องมีปลาหรือสัตว์ที่คอยกินสาหร่ายไม่ให้สาหร่าย
เจริญเติบโตจนปะการังตาย สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับ
ระบบกรองน้ำที่ใช้สาหร่ายและพืชกรองน้ำ ได้ที่ บทความเกี่ยวกับระบบ
ATS
การนำตะกอนในตู้ปลาไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ
ตะกอนที่ได้จากการเลี้ยง จะว่าไป ก็คือ ซากอาหารดี ๆ นี่เอง แม้ว่าในตู้ปะการังจะเป็นสิ่งที่มีโทษ
แต่ในแง่มุมอื่น ตะกอนเหล่านี้มีความหมายต่อ
การนำไปใช้อย่างอื่นได้มากมาย เช่น
เป็นดินปลูกต้นกระบองเพชร พืชจำพวก แคคตัส และ ซัคคิวเลน อย่างสัปปะรด จะขึ้นดีในดินทราย
และได้ปุ๋ยกับธาตุอาหารอย่างต่อเนื่อง ในอดีต
ดินทรายที่มันขึ้น ก็เป็นดินทรายที่มาจากก้นทะเล และตะกอนเหล่านี้ เอง กลับกลายเป็น
ดินที่เหมาะที่สุดสำหรับการปลูกต้นแคคตัส เนื่องจากมัน
ไม่อุ้มน้ำมากเกินไป และยังประกอบด้วยธาตุอาหารกึ่งสำเร็จรูป ( พร้อมนำไปใช้มากกว่าปุ๋ยคอกที่เราใส่เสียอีก
) ทำให้แคคตัสเจริญเติบโตงดงาม
เพียงแค่ใช้ตะกอนอย่างเดียว
เราสามารถนำตะกอนไปผสมกับดินปลูกชนิดอื่น ๆ ได้อีก ทำให้ดินมีความร่วนซุย
มีปุ๋ยเหมาะสม และมีแบคทีเรียที่พร้อมเจริญเติบโตเพื่อเป็นเกราะ
ทางชีวภาพกันเขื้อรา ที่เป็นศัตรูต่อพืช เช่นพวก Fusarium หรือพวกโรครากเน่า
ฯลฯ ดีต่อการนำไปเลี้ยงต้นไม้หลากหลายชนิด
ตะกอนยังสามารถนำไปปลูกต้นไม้ป่าชายเลน ทำให้ต้นไม้ป่าชายเลนเหล่านี้ เจริญเติบโตได้ดี
ออกผล( ฝัก) ดี สามารถนำฝักไปเพาะต่อไปได้
หากนำตะกอนไปหมักต่อไป จะได้ปุ๋ยมีคุณภาพสำหรับเลี้ยงแพลงตอนได้ แต่ควรจะมีการบำบัดกำจัดสปอร์เขื้อโรคอย่างเหมาะสม
ไม่เช่นนั้นจะเกิดการ
ปนเปื้อนได้อย่างมากมาย
|