Article

วัฏจักร ฟอสฟอรัส

ฟอสฟอรัส เป็นแร่ธาตุสำคัญชนิดหนึ่ง ที่มีทั้งประโยชน์และโทษ สำหรับตู้เลี้ยงปะการัง

ฟอสฟอรัส เป็นแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เราสามารถพบฟอสฟอรัสได้ ใน โมเลกุลพลังงานระดับเซล
และโมเลกุลที่สำหรับถ่ายทอดพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ยกตัวอย่างเช่น

สิ่งมีชีวิต เก็บสะสมพลังงานที่สะสมไว้ในรูปของ ATP ( Adenosine Tri Phosphate ) โดยมาจากการเปลี่ยน ADP ( Adenosine
Di Phosphate ) ที่เป็นสารที่มีฟอสฟอรัส 2 โมเลกุล มาเป็น ATP ที่มีฟอสฟอรัส 3 โมเลกุล โดยอาศัย พลังงานการขนส่งอิเล็คตรอน
ที่ได้มาจากการย่อยอาหารระดับเซล ส่วนฟอสฟอรัส ที่เป็นสารพันธุกรรม ก็คือ เป็นสาร base ในโมเลกุลของ DNA นั่นเอง

นอกจากนี้ฟอสฟอรัส ยังประกอบเป็นสารอินทรีย์อื่น ๆ อีกมาก

ฟอสฟอรัส เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ ดี ( ทุกท่านคงจำสูตรปุ๋ย พืช วิทยาศาสตร์ ได้ ก็คือ N- P - K และฟอสฟอรัส ก็คือ
ตัว P ตรงกลางนี่แหละ ) สามารถทำให้กระตุ้นการงอกราก และการออกดอกในพืช ขณะเดียวกัน พวกสาหร่ายทะเล ก็สามารถดูดฟอสฟอรัส
และเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ฟอสฟอรัสอนินทรีย์ ที่ละลายในน้ำ มักจะจับตัวกันเป็นรูป ฟอสเฟต หรือPO4 3- and HPO4 2-. สามารถจับตัวกับ แคลเซียมอิออนในน้ำ กับ สารประกอบคาร์บอเนต
ทำให้เกิด ตะกอนของ Hydroxyapatite หรือ Ca(HPO4)2 ที่ไม่ละลายน้ำ อยู่ตามพื้นทะเล รวมทั้งสามารถจับกับ หินปูนแคลเซียมคาร์บอเนต ในรูปของ
อรากอไนท์ ( Aragonite ) ทำให้เกิดการยับยั้งการสร้างหินปูนสำหรับปะการัง ร่วมกับการทำลายปะการังของพิษจากตะไคร่ เป็นเหตุให้ปะการังเสื่อมโทรม
นอกจากนี้ ฟอสฟอรัสยังสามารถจับกับ Al อลูมิเนียม Fe เหล็ก ได้อีกด้วย

ตะกอน Hydroxyapatite เมื่อจับตัวกันมาก ๆ จะกลายเป็นหินขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า Phosphate Rock ตามธรรมชาติ หินนี้จะเคลื่อนตัวขึ้นมาสู่บนดิน
ด้วยเหตุต่าง ๆ เช่น แผ่นดินยกตัว แต่บางครั้ง Hydroxyapatite ก็ละลายกลับเข้าสู่ระบบนิเวศน์ธรรมชาติใหม่ ผ่านทางการย่อยสลายโดยไม่ใช้ออกซิเจน ทำให้
สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นเกิดเป็นกรดแรง และจะเกิดการละลาย Hydroxyapatite ที่พื้นทะเลขึ้นมาได้

ทำไมเราต้องรู้จักกับฟอสฟอรัส ในการเลี้ยงตู้ทะเล

เนื่องจากว่า นักเลี้ยงตู้ทะเลหลายต่อหลายท่าน ทั่วโลก ที่ผ่านการเลี้ยงมาระดับพอสมควร จะเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จนถึงเวลาหนึ่งอาจเป็นเดือน เป็นปี หรือ
ราว ๆ ภายใน 3 ปีแรก จะพบว่า ตู้จะออกอาการ ที่ไม่ค่อยจะดี เรียกว่า Old Tank Syndrome และฟอสฟอรัสส่วนเกิน ที่ละลายในน้ำ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของ Old Tank Syndrome
เช่นเดียวกัน

อย่างที่กล่าวข้างต้น ฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบหนึ่งในสิ่งมีชีวิต ขณะเดียวกัน ก็เป็นองค์ประกอบที่ปะการังต้องใช้เช่นเดียวกัน ปะการัง ที่สร้างแคลเซียม กลับชอบฟอสฟอรัส
ที่มีปริมาณจำกัดมาก ๆ จึงจะสามารถเจริญเติบโตได้ดี แต่ปะการังอ่อนหลายชนิด สามารถทนฟอสฟอรัสที่มีปริมาณสูงกว่าได้ และ ปลาก็ทนฟอสฟอรัสหรือรูปฟอสเฟต ที่มีปริมาณ
สูงกว่าได้เช่นเดียวกัน และอาหารหรือน้ำประปาที่เราใช้เติมตู้ปลา มักมีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบไม่มากก็น้อย นักเลี้ยงตู้ทะเลจึงควรคอยคำนึงถึงปริมาณการนำเข้าฟอสฟอรัส
( Import ) และปริมาณการนำออกของฟอสเฟต ( Export ) ให้อยู่ในระดับสมดุลย์ เสมอ ๆ ไม่เช่นนั้น สักวัน ตู้ทะเลของนักเลี้ยง ก็จะพบกับวันที่เสื่อมโทรมเข้าจนได้

 

ปัจจัยที่ทำให้วัฏจักรฟอสเฟตมีความสมบูรณ์ที่สุด กลับจะอยู่ที่ การโยกย้ายเชิงกล มากกว่าอย่างอื่น ยกตัวอย่างเช่น การเลื่อนตัวของชั้นแผ่นดิน การประทุของ
ภูเขาไฟ การยกตัวของแผ่นดิน เนื่องจากฟอสเฟตเป็นสารอาหารที่มีเวลาหมุนเวียนในผืนดิน 2000 ปี ในตะกอนใต้น้ำทะเล 200 ล้านปี อยู่ในสิ่งมีชีวิตบนบก
ถึง 47.2 ปี หมายความว่า จริง ๆ แล้วฟอสเฟต เป็นธาตุอาหารที่กำจัดออกจากระบบขนาดเล็กยากกว่า ไนโตรเจน เนื่องจากฟอสฟอรัสไม่ค่อยจะเปลี่ยนเป็นสถานะแก็ส
เหมือนไนโตรเจน

 

ดังนั้น สิ่งที่เราไม่อาจฝืนความเป็นจริงของธรรมชาติได้ก็คือ เรื่องฟอสเฟตที่คงคั่งค้างในระบบ
หากถามว่า ทำไมฟอสเฟตในทะเลไม่ทำอันตรายแนวปะการังทั้ง ๆ ที่มันคงค้างอยู่ในธรรมชาติ ด้วยปริมาณมากมายมหาศาล
คงจะมีคำตอบด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ ดังนี้

  1. ฟอสเฟตที่อยู่ในพื้นทะเล ไม่ค่อยจะละลายออกมาในน้ำมากนัก หมายความว่า ฟอสเฟตเหล่านี้ อยู่ในรูป
    ค่อนข้างเสถียร อาจเป็นรูปตะกอนไฮดรอกซี่อพาไทต์ หรือ อื่น ๆ ก็ตามแต่ ขณะเดียวกัน ความเป็นกรดเป็น
    ด่างของน้ำทะเลทำให้ฟอสเฟตเกิดการละลายออกมาไม่มาก
  2. ฟอสเฟตที่ผ่านการละลายออกมาจากชั้นพื้นตะกอน ในปริมาณไม่มาก จะถูกพัดออกไปจากแนวปะการัง
    หากสังเกตดี ๆ แนวปะการังส่วนใหญ่จะขึ้นห่างจากบริเวณพื้นโคลน หรือ อย่างน้อยที่สุด ก็ขึ้นกับโขดหิน
    ที่ไม่ติดพื้น เพราะพื้นทะเลเป็นจุดที่ฟอสเฟตคั่งค้างจำนวนมาก และตะกอนที่มีฟอสเฟตประกอบอยู่ด้วยนั้น
    จะถูกพัดพาออกไป ผ่านการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำขึ้น-น้ำลง ทำให้น้ำในแนวปะการังมีฟอสเฟตในปริมาณ
    ไม่มาก
  3. ฟอสเฟตจำนวนเล็กน้อยที่คงค้างในแนวปะการังจะถูกสิ่งมีชีวิตจำพวกสาหร่ายและแพลงตอนพืช หรือ อื่น ๆ
    ดูดซับเข้ามาในเนื้อเยื่อเข้าสู่วัฏจักรสารอาหารต่อไป ขณะที่ฟอสเฟตที่เหลืออยู่อีกปริมาณไม่มาก จะจับกับแคลเซียม
    ที่มีปริมาณสูงกว่าน้ำทะเลทั่วไปในแนวปะการังกลายเป็นตะกอนฟอสเฟตอีกที
  4. ฟอสเฟตที่ถูกพัดออกจากแนวปะการัง เข้าสู่ทะเลเปิด จะกลายเป็นแหล่งอาหารของแพลงตอนพืชใน Open ocean
    และแพลงตอนพืชจะถูกพัดกลับเข้ามาเป็นอาหารสำหรับแนวปะการังใหม่ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลา ประมาณ
    48 วัน ( เวลาขนาดนี้ตู้ทะเลจะยอมรับไม่ได้ เพราะปะการังจะตายก่อน ) และที่เหลือจะตกตะกอนใต้พื้นทะเลต่อไป
  5. ฟอสเฟตที่ตกตะกอนใต้พื้นทะเล จะกลับมาสู่บนบกผ่านการนำออกของมนุษย์ หรือ ธรรมชาติ เช่น แผ่นดินยกตัวหรือ
    ภูเขาไฟ

 

หากทุกท่านสังเกตให้ดี ฟอสเฟตในทะเลก็สามารถละลายออกมาในน้ำทะเลได้ และกลับกลายเป็นตะกอนได้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟอสเฟตกลับคืนสู่น้ำทะเล ก็คือ การย่อยสลายของแบคทีเรีย และ ความสามารถในการละลาย
ดังนั้น ในสภาวะไร้ออกซิเจน ( anaerobic filtration ) จะมีกรดเกิดขึ้นและละลายฟอสเฟตออกมาเป็นจำนวนมาก
ขณะที่แคลเซียมและคาร์บอเนตในน้ำทะเลจะเป็นตัวช่วยยับยั้งฟอสเฟตไม่ให้แนวปะการังเสื่อมโทรม ดังนั้น แนวปะการัง
จึงมีขีดจำกัดของการรับฟอสเฟต ที่ปริมาณแคลเซียมทั้งหมดที่หมุนเวียนในระบบ นั่นก็คือ ปะการังชนิดสร้างโครงร่าง
หินปูน ( Hermatypic Coral ) สร้างแคลเซียม และแคลเซียมที่เกิดจาการสร้างเหล่านี้ เมื่อย่อยสลาย จะเป็นแคลเซียม
อิออนในน้ำที่ช่วยปกป้องปะการังอีกที คือ "ปะการังสร้างแนวปะการัง ส่วนซากปะการังจะปกป้องแนวปะการัง"

 

ความรู้อันนี้จึงพัฒนามาสู่การเลี้ยงตู้ทะเล นั่นคือ "การควบคุมปริมาณฟอสเฟตในตู้ทะเล"

ทีนี้มาดูวัฏจักรฟอสเฟต ในตู้เลี้ยงปลาทะเลกันบ้าง

เริ่มจากพื้นฐานของวัฏจักร ณ จุด ๆ หนึ่งก่อน คือ

การนำเข้า

การแปรรูป ( Processing / Metabolism )

การขนถ่ายออก ( Export )

system

การนำฟอสเฟตเข้าในตู้ทะเลเป็นเรื่องง่าย

เพียงแค่นักเลี้ยงนำสิ่งมีชีวิตหรือ อาหารใส่ลงไป ก็ทำให้ฟอสฟอรัสในตู้เพิ่มขึ้นได้แล้ว

หินเป็น หรือ ซากสิ่งมีชีวิตที่ตายลง จะเป็นการปลดปล่อยฟอสเฟต เข้าสู่ในตู้เลี้ยง

หรือน้ำประปาที่นักเลี้ยงใช้ ก็จะมีฟอสเฟต ค้างอยู่ในน้ำประปาแล้ว หากนักเลี้ยงไม่ทำการ
บำบัดน้ำให้ปราศจากฟอสเฟตจริง ๆ ( ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยาก และไม่ได้ผล 100% )
ก็ไม่สามารถหยุดการเพิ่มของฟอสเฟตในตู้เลี้ยงได้

สารเคมีที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ถ่านคาร์บอนที่มาจากต้นไม้เผา ก็ประกอบไปด้วยฟอสเฟต

ดังนั้น เราไม่สามารถยืนยันได้ว่า ตู้เราจะสมดุลย์เสมอ ถ้าเรายังให้อาหารปลาอยู่

phosphocycle

(รูปยังไม่สวยครับ ยังไม่มีเวลาวาด รอรูปเต็มอีกหน่อยครับ )

ฟอสฟอรัสที่เข้าไปในระบบ แรก ๆ จะเป็นรูปฟอสเฟตที่แฝงในสิ่งมีชีวิต เช่น
กระดูก , ATP ( สารให้พลังงานของเซล) , DNA Base ( A,T,C,G) อื่นๆ
เราเรียก รวม ๆ ว่าเป็น Phosphate in Biota ผมขอแทนด้วย P(B)

ต่อมาเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลง P(B) เหล่านี้จะถูกย่อยสลายโดยการกินของสิ่งมีชีวิต
อื่น ๆ ทั้ง ผู้ล่า Predator , สัตว์กินซาก Scavenger , สัตว์กินตะกอน Detrivores,
หรือกระทั้งแบคทีเรีย Bacteria ทำให้ฟอสเฟต แปรรูปส่วนหนึ่ง ประมาณ 10 % เป็นเนื้อเยื่อ
ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ และที่เหลือ ก็กลายเป็นของเสีย จากก้อนใหญ่ (สิ่งมีชีวิตเป็นตัว ๆ ) ก็เล็กลงเรื่อย ๆ
(ตะกอนจากแบคทีเรีย )กลายเป็น POC หรือ Phosphate Contained Organic Compound
และกลายเป็นฟอสเฟตที่ละลายออกมาในน้ำในรูป DOP หรือ Dissolved Organic Phosphate
ขณะที่บางส่วนจากรูป DOP จะเปลี่ยนกลายเป็นรูป DIP หรือ Dissolved Inorganic Phosphate
หรือ ฟอสเฟตอนินทรีย์ ซึ่งพืชและแพลงตอนสามารถดึงไปใช้เป็นองค์ประกอบในเนื้อเยื่อเข้าสู่วัฏจักรห่วงโซ่
อาหารต่อไป และหากมีปริมาณ แคลเซียมและคาร์บอเนตเพียงพอ รวมทั้งมี pH ระดับสูง ฟอสเฟตที่จะละลาย
ออกมาก็จะละลายน้อยลง และจับตัวเป็น Ca(HPO4) ตกค้างในระบบต่อไป

จากการศึกษาในแนวปะการังปกติ อัตราส่วนการดึงฟอสเฟตPO4-P มาใช้จากน้ำ (Ac) และการปล่อยคืนสู่น้ำ (Ae) คือ 0.1 - 0.3 ต่อไมโครโมล
ของฟอสเฟต ที่น้ำมีความขุ่นเล็กน้อย อัตราการหมุนเวียนแตกต่างกันระหว่างบริเวณโขดปะการัง กับ แนวกองหินซากปะการัง ตั้งแต่
10 - 70 ไมโครกรัมฟอสเฟต / กิโล - ชั่วโมง หรือวันละ 3 - 10 มิลลิกรัมฟอสเฟตต่อตารางเมตรต่อวัน และในทรายแนวปะการังตั้งแต่ 10 - 30 ไมโครกรัมฟอสเฟต/kg-h หรือ 2 - 7 มิลลิกรัมฟอสเฟตต่อตารางเมตรต่อวัน จากอัตราส่วนการดูดซับฟอสเฟตไปใช้จะน้อยกว่าการคายฟอสเฟต
ออกมา ซึ่งผลรวมต่อปริมาณฟอสเฟตในระบบกลับจะเพิ่มขึ้น
ทำให้เราสามารถคาดเดาไว้ได้ว่า ตราบใดที่เราเลี้ยงตู้ปลาทะเลอยู่ การควบคุมปริมาณฟอสเฟต โดยการดูแลบ่อย ๆ ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อนำฟอตเฟตเข้าสู่ระบบ และฟอสเฟตจำนวนมากแปรเปลี่ยนเป็นรูป CaHPO4 หรือ Hydroxyapatite และเกิดการทับถมเป็นปริมาณมาก แบคทีเรียที่
ทำการย่อยสลายโดยไม่ใช้ออกซิเจนหรือ anaerobic จะเจริญเติบโตภายใต้การทับถม และทำให้ pH บริเวณนั้นต่ำลง
จนฟอสเฟตจาก Hydroxyapatite สามารถละลายกลับเข้าสู่ระบบได้ เป็น 1 ในปัจจัยปัญหาของ Old Tank Syndrome ซึ่ง
สามารถแก้ไขได้โดยการนำตะกอนทับถมเหล่านี้ออกจากระบบเสีย

สาหร่ายและพืชก็สามารถดึงฟอสเฟตไปใช้ได้เช่นเดียวกัน และในปริมาณแค่ไหน โปรดติดตามกันต่อไปครับ

สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้จากวัฏจักรฟอสเฟต จะเห็นว่า ฟอสเฟตเป็นแร่ธาตุอาหารที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิต
ขณะเดียวกัน ก็มีปัญหาต่อตู้ทะเลเช่นกัน เนื่องจากมีโอกาสสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้
วัฏจักรฟอสเฟตกลับสู่สมดุลย์คือ เวลา ซึ่งนานเกินกว่าตู้เลี้ยงในระบบขนาดเล็กจะรับได้ จึงจำเป็นต้องมีการดูแล
ตู้เลี้ยงสม่ำเสมอ มากกว่าที่จะใช้คำว่า "สมดุลย์" และละเลยการดูแลเพียงอย่างเดียว

Reference

http://www.lenntech.com/phosphorus-cycle.htm
http://msucares.com/crops/soils/phosphorus.html
http://ridge.icu.ac.jp/gen-ed/ecosystems.html
http://links.jstor.org/sici?sici=0012-9658(197305)54%3A3%3C581%3APFAACR%3E2.0.CO%3B2-M
http://www.reefkeeping.com/issues/2006-08/cj/index.php
http://www.springerlink.com/index/V406W38218Q36851.pdf
http://www.reef.edu.au/contents/bc/fr_energy.html
The Global Phosphorous cycle : http://gsa.confex.com/gsa/2002AM/finalprogram/abstract_40198.htm
Figure Summarizing the global cycle of active elements http://www.ess.uci.edu/~reeburgh/figures.html
Luminescense of Natural apatite and apatite phosphorous http://gsa.confex.com/gsa/2002AM/finalprogram/abstract_46805.html
http://gsa.confex.com/gsa/2002AM/finalprogram/session_2587.htm
http://www.ess.uci.edu/~reeburgh/fig4.html

Feather article : Old Tank Syndrome
Hot Tips: Algae Control
Figure 8 Sediment Analysis
Calcium Reactor substrate - Phosphate Level , Greg Hiller
Phosphorous : algae best friends