การควบคุมปริมาณฟอสเฟตในตู้เลี้ยงปลาทะเล

จากความรู้เรื่องของวัฏจักรฟอสเฟต ในบทความก่อน
ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า
- ฟอสเฟตเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิต
- ฟอสเฟตมากเกินไปทำอันตรายต่อแนวปะการัง
- ปริมาณการใช้ฟอสเฟตในแนวปะการังน้อยกว่าการคายฟอสเฟตออกมา
- ฟอสเฟตที่ออกมามีแนวโน้มสะสมในตู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- เวลาที่ใช้ในการจัดการกับฟอสเฟตในธรรมชาติกินเวลานานมาก
ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เราไม่สามารถที่จะพึ่งพาอัตราการนำไปใช้โดยธรรมชาติได้อย่างเดียว
วิธีการควบคุมฟอสเฟตในตู้เลี้ยงจึงต้องอาศัยวิธีการอื่นเพิ่มเติมร่วมกับวิธีการธรรมชาติ
โดย
- ลดการนำเข้าของฟอสเฟตจากแหล่งต่าง ๆ
- เพิ่มการแปรสภาพฟอสเฟตให้คงอยู่ในรูปที่มีความเสถียรมากขึ้น ไม่ใช่ให้ละลายในน้ำ
- นำฟอสเฟตออกจากระบบให้มากที่สุด
เป็น Concept ง่าย ๆ ใช่ไหมล่ะ แต่พอเอาเข้าจริง การจะทำตามสิ่งเหล่านี้จะต้องอาศัยแรงกาย
ในการเอาใจใส่ หรือไม่ก็เครื่องมือพิเศษพอสมควรทีเดียว ดังนั้นเราจะมาไล่ดูทีละส่วนกันเลยว่า
มีสิ่งใดบ้างที่เราสามารถดูแลได้ง่าย ๆ หรือ ดูแลให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุด
การลดการนำเข้าของฟอสเฟตจากแหล่งต่าง ๆ
ก่อนจะรู้วิธีการลดการนำเข้า จึงต้องรู้ว่า ฟอสเฟตมาจากแหล่งใดได้บ้าง
- น้ำประปา
- อาหารปลาและปะการัง
- ซากปลา ปะการัง พืชและสาหร่าย และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ ที่ตาย
- ซากสิ่งมีชีวิตในหินเป็น
- ฟอสเฟตที่เกาะกับหินเป็นหรือทรายในธรรมชาติ
- ถ่าน Activated Carbon ที่นำมากรองน้ำลดกลิ่นดูดสารพิษ
- อื่น ๆ
การควบคุมปริมาณฟอสเฟต โดยมาก เราจะคำนึงถึงการลดฟอสเฟต เพราะฟอสเฟตส่วนใหญ่ มีการสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในตู้อยู่แล้ว
ดังนั้น การลดฟอสเฟต ก็คือการลดสาเหตุการนำเข้าของฟอสเฟต ที่มาจากแหล่งต่าง ๆ คือ
| สาเหตุของฟอสเฟต |
วิธีการลด |
| น้ำประปา |
ใช้น้ำประปาผ่านเครื่องกรองน้ำกำจัดฟอสเฟต เช่น Reverse Osmosis |
| อาหารปลาและปะการัง |
คัดเลือกอาหารปลาที่ฟอสเฟตน้อย แต่คุณค่าด้านอื่นสูง รวมทั้ง ให้อาหารแต่พออิ่มพอดี |
| ซากปลา ปะการัง พืชและสาหร่าย และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ ที่ตาย |
กำจัดซากสิ่งมีชีวิตออกจากตู้ก่อนย่อยสลาย |
| ซากสิ่งมีชีวิตในหินเป็น |
ล้างหินเป็นให้ดีก่อนนำเข้าตู้ หรือบำบัดหินเป็น |
| ฟอสเฟตที่เกาะกับหินเป็นหรือทรายในธรรมชาติ |
ล้างทรายหลาย ๆ น้ำ ประมาณ 10 น้ำขึ้นไป |
| ถ่าน Activated Carbon ที่นำมากรองน้ำลดกลิ่นดูดสารพิษ |
เปลี่ยนถ่านกรองน้ำบ่อย ๆ ทุกเดือน |
ขั้นต่อไป จึงเป็นการลดฟอสเฟตที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว ได้แก่ 
- ฟอสเฟตที่ตกตะกอนบนพื้น
- ฟอสเฟตที่ละลายน้ำ
- ฟอสเฟตในรูปสิ่งมีชีวิต
ฟอสเฟตที่ตกตะกอนบนพื้น ใช้ทำการดูดตะกอนออก เพราะตะกอนนี้เกิดจากเมือก และซากสิ่งมีชีวิต รวมตัวกัน จะดูดฟอสเฟตอินทรีย์เข้าหา และจับเป็นก้อน ต่อมา แบคทีเรียจะย่อยสลายให้มันละลายเข้ามาในน้ำใหม่ เราจึง ทำการดูดตะกอนออก ก็เป็นการกำจัดฟอสเฟตโดยตรง
สำหรับฟอสเฟตที่ละลายน้ำเป็นรูปแบบการกำจัดที่ทั้งง่ายและยาก เนื่องจากมันมีปฏิสัมพันธ์กับตะกอนในตู้ ถ้าเราเปลี่ยนน้ำทิ้งทั้งหมด จะเป็นการกำจัดฟอสเฟต ในน้ำโดยทันที แต่ตะกอนจะทำให้ฟอสเฟตละลายออกมาใหม่จนถึงจุดสมดุลย์ ทำให้การเปลี่ยนน้ำได้ผลเพียงแค่ชั่วคราวไม่นาน ดังนั้น การเลือกกำจัดตะกอนออกก่อนจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ ( โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Old Tank Syndrome ) ส่วนการทำให้ฟอสเฟตที่ละลายในน้ำลดลง ก็ทำได้โดยการ
- เร่งให้มีการตกตะกอน โดยการเพิ่มแคลเซียม และ pH ให้ระบบ โดยต้องควบคุมค่า ต่าง ๆ ให้ดี ไม่ให้ มีการแกว่งตัวมากเกินไป
- มีตัวดูดซับฟอสเฟต ก็คือ Phosphate Absorber เช่น Phosphate Remover ที่ขายกันทั่วไปในร้านขายปลา หรือ ของเราก็ตาม
- ใช้สาหร่ายเป็นตัวดูดซับฟอสเฟต ให้อ่านข้างล่างในเรื่องของการกำจัดฟอสเฟตในรูปสิ่งมีชีวิต
สำหรับฟอสเฟตในรูปสิ่งมีชีวิต นั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีฟอสเฟตเป็นองค์ประกอบ เราจึง เร่งให้มีการเติบโตของสิ่งมีชีวิตเพื่อให้มีการดูดซับฟอสเฟตมากขึ้นแต่ขณะเดียวกัน การเติบโตของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่มากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหา เราจึง นำสิ่งมีชีวิตนั้นออกมาจากระบบก่อนจะสลายตัว ตัวอย่างนี้ คือระบบการกำจัดฟอสเฟตในรูปของ Algal Scrubber ซึ่ง แตกย่อยเป็น micro Algal Turf Scrubber หรือ ใช้สาหร่ายขนาดเล็กเป็นตัวกำจัด และ Macroalgae Filtration หรือการใช้สาหร่ายขนาดใหญ่เป็นตัวดูดซับ และดึงสาหร่ายเหล่านี้ออกจากระบบ
ทีควรระวังคือ สาหร่ายเหล่านี้ สามารถปล่อยสารอินทรีย์ รวมถึงฟอสเฟต ออกมาจากตัวได้เรื่อย ๆ ดังนั้น การเลือกชนิดพันธุ์ของสาหร่าย ให้เหมาะสมกับอัตราการเกิดฟอสเฟต และ ความเข้มข้นของฟอสเฟตในน้ำที่เรารับได้ อยู่ที่เท่าไหร่กัน แน่
|