Article

โรตของหอยมือเสือ

tridacna squamosa superthunder blue

ในธรรมชาติ หอยมือเสือจัดเป็น สัตว์ที่มีโอกาสถูกทำร้ายได้ตลอดเวลา เนื่องจากหอยมือเสือ ไม่สามารถชยับเขยื้อน เพื่อหนีศัตรูได้
หอยมือเสือจึงพัฒนาตัวเองให้มีเปลือกที่แข็งหนา เพื่อป้องกันการทำร้าย และ มีปฏิกริยาตอบสนองที่ไว พร้อมกับแรงในการหุบเปลือก
ชนิดที่ไม่ธรรมดา ขนาดนักดำน้ำที่เอามือไปแหย่หอยโดนงับมือจนหวุดหวิดเสียชีวิตเพราะดึงมือออกไม่ได้มาแล้ว

แต่กระนั้นก็ตาม ตามธรรมชาติก็ไม่ได้สร้างให้หอยมือเสือคงกระพันเสมอ ที่ด้านใต้หอยมือเสือ มีจุดที่หอยมือเสือใช้ยึดเกาะกับบริเวณพื้น
เราเรียกภาษาไทยว่า เอ็นหอย หรือ ภาษาต่างประเทศ คือ Byssal Gland และ เปลือกบริเวณที่มีเอ็นหอยยื่นออกมา ก็เรียกว่า รูเปิดของ
เอ็นหอย หรือ Byssal Orifice และ ณ จุดนี้เอง เป็นจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ของหอยมือเสือ

พบว่า หอยมือเสือ แต่ละพันธุ์ มี ขนาด ของ Byssal Gland แตกต่างกัน หอยมือเสือชนิดมือแมวหรือ Tridacna Crocea มี Byssal
Gland ที่ใหญ่ที่สุดในตระกูลหอยมือเสือ และ หอยมือเสือชนิด Squamosa มี Byssal Gland ขนาดไม่ใหญ่มาก คาดว่า เกิดจากการ
พัฒนาการของ Byssal Gland ในการดำรงชีพ หอยมือแมว มีการดำรงชีพโดยการฝังตัวกับหิน จึงมี Byssal Gland ที่ใหญ่ เพราะไม่
ค่อยมีศัตรูกล้ำกลาย รวมทั้งอาจจำเป็นต้องใช้กำลังหรือการปล่อยเคมีเข้ามาย่อยหินเพื่อฝังตัวลงไป จะได้ทำได้ง่าย แต่หอยมือเสือชนิด Squamosa
และ หอยมือเสือชนิด Gigas มักดำรงชีพบนพื้นทราย จึง ไม่ค่อยต้องมี Byssal Gland ให้ใหญ่ เนื่องจากใหญ่มากจะเป็นจุดอ่อนของหอยมือเสือ

ศัตรูของหอยมือเสือ โดยมาก มักเริ่มจู่โจมจากตรง Byssal Gland อันนี้ และเข้าไปกัดกินเนื้อเยื่อหอยมือเสือภายใน ดังนั้น การเลือกทำเลการดำรงชีวิต
ของหอยมือเสือแต่ละชนิดที่เลี้ยงจึงมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของหอยมือเสือ

ศัตรูหอยมือเสือ ประกอบไปด้วย

  • ศัตรูขนาดใหญ่ที่จงใจกัดกินหอยมือเสือ เช่นพวก ปู ชนิดต่างๆ ปลานกแก้วเขียวพระอินทร์ กุ้งบางชนิด อย่างกุ้งมังกร และ กั้ง
  • ศัตรูขนาดเล็กที่เข้าไปอาศัยตัวหอยเป็นแหล่งหลบภัย เพื่อทำการลอกคราบ และกัดกินเนื้อเยื่อหอยมือเสือ เมื่อมันโตขึ้น เช่น ปูจิ๋ว
  • สัตว์ขนาดเล็กที่เป็นปรสิตกัดกินหอยมือเสืออย่างแท้จริง เช่น หนอนบางชนิด Pyramidellid snail หรือ Boring Sponge ที่ชอนเข้าเปลือกหอยมือเสือ
    ทำให้เปลือกหมดความแข็งแรง
  • จุลชีพขนาดเล็กอย่าง โปรโตซัว แบคทีเรีย ไวรัส
  • สัตว์ที่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่หอยมือเสือ เช่น ปลาพยาบาล ที่คอยตอดกินเนื้อเยื่อหอยมือเสือ กุ้งพยาบาล กุ้งหลายชนิดที่เดินบนเนื้อหอยมือเสือ ปลาการ์ตูนที่บางทีก็เล่นหอยมือเสือ ( จะรำคาญเพียงพักเดียว แล้วจะปรับตัวได้ ) Spagetthi Worm ,Vermetid Snail ที่คอยปล่อยเมือกหรือหนวด
    เพื่อหาอาหารและมาโดนหอยมือเสือ
  • สัตว์ที่มีเข็มพิษติดหนวด และหนวดยื่นมาโดนหอยมือเสือ เช่น ปะการังชนิด LPS เป็นต้น

 

สาเหตุการตายของหอยมือเสือ

หอยมือเสือมักตายได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่คุณภาพน้ำเป็นพิษ หรือ เลือกหอยมือเสือที่ทำท่าไม่รอดมาเลี้ยง และ หอยมือเสือที่เลี้ยงดีแล้ว แต่มาตายที่ตู้เลี้ยง

สำหรับคุณภาพน้ำเป็นพิษนั้น เกิดจากการดูแลรักษาน้ำไม่ดี หรือ ขาดประสบการณ์ ซึ่งมักเป็นกับผู้เลี้ยงใหม่ ดังนั้น ผู้เลี้ยงมือใหม่ ควรศึกษาระบบการเซตตู้ให้ดี

หอยมือเสือที่ทำท่าไม่รอด มีคนกล่าวว่า เมื่อพลิกตูดหอยมาดู Byssal Gland จะพบว่า มันมีสีดำ และเมื่อเอามาถึงบ้าน ก็ตายในวันต่อมา

ตูดดำนี้เกิดจากอะไรไม่มีใครทราบได้ แต่ทางเรา ก็พยายาม ตรวจสอบสาเหตุอยู่ ข่าวล่าสุดที่พบคือ เราไม่พบจุลชีพขนาดที่ใหญ่เกิน 50 ไมครอน ดังรูป disease free:ซึ่งพวกนี้เป็นกลุ่ม Specific Parasite หรือปรสิตแท้ แต่พบเพียง โปรโตซัวขนาดเล็กจำนวนน้อยมาก ซึ่งน่าจะเป็นเชื้อฉวยโอกาสมากกว่า ดังนั้น สาเหตุของอาการเหล่านี้ ถ้าไม่เกิดจากอาการเครียดอย่างมหาศาลของหอยเอง ก็เกิดจากเชื้อโรค กลุ่มแบคทีเรีย รา หรือ ไวรัส ไวรอยด์
หากเกิดว่า หอยที่ผู้เลี้ยงซื้อมา โดยลืมดู และเกิดอาการตูดดำ แล้ว ก็ต้องทำการรักษาอย่างเร่งด่วน เราขอแนะนำให้คลิกที่นี่ หรือ ลงไปอ่านด้านล่างบทความนี้ เพื่อการรักษาหอยมือเสือของท่าน อย่างรีบด่วน ซึ่งอาจช่วยท่านได้

หอยมือเสือที่ตายในตู้เลี้ยงที่เลี้ยงมานาน มักเกิดจาก 3 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ

1 . ปริมาณแสงไม่เพียงพอ

เนื่องจากหอยมือเสือดำรงชีพด้วยการกินอาหารที่ผลิตจากสาหร่าย zooxanthellae ในเนื้อเยื่อ mantle ของมัน ดังนั้น ปริมาณแสงสว่าง ร่วมกับแร่ธาตุอาหารที่เพียงพอ ( ซึ่งแร่ธาตุมักจะเกินในตู้เลี้ยงอยู่แล้ว ) จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ หอยมือเสือสามารถดำรงชีพต่อไปได้ แต่ถ้าแสงสว่างไม่พอ หอยมือเสือเองสามารถดำรงชีพต่อไปได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น ถ้าไม่มีแสง อาจตายภายใน 1 เดือน แต่ถ้าใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ อาจตายหลัง 3 เดือน หลอดเมทัลฮาไลด์ ที่ไม่เพียงพอ จะบานดีใน 6 เดือนแรก แล้วก็ตาย

อาการที่แสดงว่าหอยมือเสือขาดแสง ตามปกติจะพบว่า หอยมือเสือที่ขาดแสงเพียงบางส่วนจะไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นมากมาย แต่ถ้าเนื้อเยื่อเฉพาะจุดของหอยมือเสือตัวนั้นขาดแสงในขณะที่เนื้อเยื่อส่วนอื่นได้รับแสงเพียงพอ จะเห็นอาการฟอกขาว หรือ Loss Zooxanthellae ในเนื้อเยื่อเฉพาะจุดตรงนั้น แต่ถ้าเนื้อเยื่อทั้งหมดได้รับแสงแต่ไม่พอ อาจพบอาการดังนี้

  • สีซีดลงอย่างช้า ๆ
  • แรก ๆ บานดีมากอย่างเต็มที่ ต่อมาเริ่มบานน้อยลง แล้วเริ่มบานมากใหม่สลับอีกครั้ง
  • เม็ดสีสะท้อนแสงเริ่มจางหายไป
  • ลวดลายบนเนื้อ mantle เริ่มจางหาย ( ระวังสับสนกับสาเหตุอื่น )
  • มีพ่นเซลสืบพันธุ์ในระยะเวลาภายใน 6 เดือน นับจากนำเข้ามาเลี้ยงใหม่

ถ้าหากพบอาการเช่นนี้ ควรรีบเอาไปรักษาโดยการเพิ่มแสงโดยด่วน หรือ หากเพิ่มไม่ได้ ให้เอากะละมังใส่น้ำทะเล แช่ลงไปแล้วเปิดหัวทราย เอาไปตากแดดซัก วันละครึ่งชั่วโมง ( ระวังเรื่องอุณหภูมิด้วย ควรมีพัดลมเป่าเสมอ ) แล้ว รีบไปหาซื้อหลอดไฟใหม่มาติด

metalhalideหลอดไฟเมทัลฮาไลด์ที่ใช้เลี้ยง เมื่อ ใช้ ๆ ไป จะพบว่าความสว่างที่ได้รับ ลดลง ดังนั้น ต้องคำนึงถึงข้อนี้ด้วยว่า
เมื่อค่าของแสงตกลงแล้ว เพียงพอแก่ความต้องการ
ของหอยมือเสือหรือเปล่า

 

2. โรคแมนเทิลหด Pinched Mantle Disease (คาดว่าเกิดจากติดเชื้อโปรโตซัว)

pinch mantle disease pinched mantle disease

หอยมือเสือที่ติดเชื้อโปรโตซัวนี้ ผู้เลี้ยงมักไม่สังเกตอาการออก จนวันหนึ่งมันก็ตายจากไปเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่ให้แสงสว่างเพียงพอ และคุณภาพน้ำก็ดี และทำท่าว่า
หอยตัวอื่น ๆ ก็จะตายตามไปด้วย เหล่านี้เกิดจากเชื้อโปรโตซัว ( จริง ๆ อาจมีตัวอื่นอีกแต่ยังไม่ยืนยัน ) พบว่าหอยมือแมว มีโอกาสติดโรคพวกนี้ง่ายกว่า หอยมือเสือชนิดอื่น

น่าแปลกที่อาการแรกเริ่มของการติดเชื้อโปรโตซัว จะพบว่าเกิดก่อนที่มันจะตายนานประมาณ 1 -2 สัปดาห์ นักเลี้ยงจะสังเกตเห็นว่าหอยเกิดอาการระคายเคืองเล็กน้อย
มีอาการบานไม่เต็มที่ เหมือน mantle มันบาน ๆ หงิก ๆ เป็นอยู่ไม่นาน และกลับมาบานใหม่ได้ดีอย่างเดิม จึงคาดว่า ระยะนี้เป็นระยะที่มีการติดเชื้อครั้งแรก ต่อมา
เชื้อจะเข้าไปหลบฟักตัว พอขยายจำนวนได้ที่ก็จะออกมาอาละวาด จนหอยตายได้ในที่สุด

โรคนี้เป็นแล้วถึงตาย 100% หากไม่ได้รับการรักษา และสามารถหายได้ถ้าได้รับการรักษา ปัจจุบัน ยาที่ใช้กำจัดโปรโตซัว และ แบคทีเรียบางชนิดสามารถกำจัดมันได้
เช่น การใช้ Metronidazole แต่พบว่า สีและลายของหอยจะซีดหายไปหลังการใช้ยาโดยไม่ทราบสาเหตุ ทาง Plankton Reeftech เองก็ได้พัฒนาสูตรยาใหม่ที่ปลอดภัยกว่า หากท่านต้องการยาด่วนกรุณาติดต่อที่ Webborad ได้

3. Pyramidellid Snails หอยปิรามิด

เป็นหอยขนาดเล็กแค่ 7 มิลลิเมตร ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ตราบใดที่เราคอยดูแลมันอยู่ แต่มันจะเป็นปัญหาทันทีที่เราละเลยการดูแล
หอยบางชนิดจัดเป็นผู้ล่าหอยมือเสือเช่นกลุ่ม Chicoreus และ Cymatium แต่ Pyramidellid snail จัดอยู่ใน กลุ่ม ถึง 3 ชนิด คือ Pyrgiscus, Turbonilla , Tathrella ( Cumming 1998 ) หอยพวกนี้มักซ่อนตัวตามพื้น หรือ ก้นหอยมือเสือ คอย เอาระยางค์ เจาะดูดน้ำเลี้ยงจากก้นหอย หอยจะไม่แสดงอาการจนกระทั่ง มันรับไม่ไหว และเกิดอาการคล้าย ๆ กับแสงไม่พอ คือ เริ่มมีอาการอ้าออก แต่เนื้อเยื่อไม่บาน ( Gape ) และมีการฟอกขาวหรือเสียสาหร่ายในเนื้อเยื่อไป และหอยเองก็จะวางไข่เป็นเจลใส มองไม่เห็น และเริ่มเดินไปหาหอยตัวอื่นต่อไป

หอยปิระมิดหอยปิระมิด2brush out

ในธรรมชาติ หอยพวกนี้จะถูกควบคุมโดยสัตว์ต่าง ๆ ในทะเล ในตู้เลี้ยงเราควรจะมีการส่องดูละเอียดภายในตู้พยาบาล ขัดเปลือกหอยออกด้วย แปลง แต่หากทำไม่ได้ก็ต้องใช้บริการผู้กิน หอยปิระมิด อย่างเช่น กลุ่มปลานกขุนทอง ที่มีรายงานบ่อย ๆ คือ แก้วซิกลาย โฟลาย แก้วแดง ฯลฯ

 

 

การรักษาหอยมือเสือที่ติดโรคแล้วตั้งแต่ได้มา

หอยมือเสือที่ติดโรคแล้ว ควรทำการ dip เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการลุกลามและแพร่ระบาดของโรค ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำการักษาแบบ calm surgery เช่นการตัดบริเวณเอ็นหอยที่ดำ ๆ ออก แล้วหยอดด้วยตัวยาสูตรพิเศษของเรา

cure tridacna

References

James W. Fatherees ;Trouble with Tridacnids : a Look at twocommon problems ; Reefkeepine Online Magazine ;