ZOANTHID ID GUIDE AND PIC
ข้อมูลเกี่ยวกับกระดุม
กระดุม
หรือ ที่เราเรียกกันว่า
โซส์ ย่อมาจาก
zoanthids หรือ Zo's มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า
button anemone หรือ colonial anemone กระดุมนี้จัดเป็นปะการังอ่อนชนิดหนึ่งที่เลี้ยงง่าย
ในระดับเริ่มต้น
มีหลากสีสัน
และที่สำคัญคือเป็นปะการังที่ไม่ผิดกฏหมายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ. 2535 ดังนั้น
กระดุมจึงเป็นสัตว์ทะเลที่สามารถพบเห็นได้ตามร้านขายสัตว์ทะเลสวยงามทั่วไป
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
Kingdom : Animalia
Phylum : Cnidaria
Class : Anthozoa
Subclass: Hexocorallia ( Zoantharia )
Order : Zoanthidea ( Zoanthiniaria )
Suborder : Brachycnemina
- Family Zoanthidae
- Family Neozoanthidae
Suborder : Macrocnemina
- Family Epizoanthidae
- Family Parazoanthidae
Family Zoanthidae
- Acrozoanthus (Stick Polyp) กระดุมที่มีหนวดยาว
ฐานยื่นออก
- Isaurus มีลักษณะเป็นคล้าย
ๆ ก้านไม้ขีด
- Palythoa กระดุมสีน้ำตาลเขียว
ตัวโพลิปฝังในฐาน
- Protopalythoa กระดุมสีเขียว
น้ำตาล ตัวโพลิปยื่นยาวจากฐาน
- Zoanthus ( Button Anemone ) เป็นกระดุมหลากส
Family Neozoanthidae
Family Epizoanthidae
- Epizoanthus ( Colonial Anemone ) กระดุมขนาดเล็ก
Family Parazoanthidae
ตู้ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงกระดุม
จริง ๆ แล้วกระดุมเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกกลุ่มปะการังที่จัดอยู่ในขั้นที่เลี้ยงง่าย
เหมาะกับผู้เริ่มต้นเลี้ยงและสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็วโดยวิธีแบ่งตัว
ดังนั้น ในธรรมชาติ
จึงมีผู้ล่าที่กินกระดุมมากมาย
แต่ในขณะเดียวกัน
ก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจความต้องการพื้นฐานของกระดุมที่เพียงพอ
จึงทำให้กระดุมที่เลี้ยงไว้โทรมลง
และตายในที่สุด
จากประสบการณ์ของแพลงตอน
จึงรวบรวมมาเป็นปัจจัย
4 ดังนี้
ปัจจัยที่
1 อาหาร
อาหารสำหรับกระดุม
นั้น หากท่านผู้เลี้ยงได้ถามร้านที่ขาย
ส่วนมาก จะตอบคำถามนี้ว่า
"ให้อาหารน้ำ"
ซึ่งมักจะทำให้ผู้เลี้ยงใหม่
ๆ ทำตามและไม่เข้าใจ
ที่มาของคำตอบเหล่านี้
มาจากความรู้สึกของผู้ตอบที่เข้าใจว่าผู้เลี้ยงคิดว่ามันต้องกินอะไรซักอย่าง
ดังนั้นต้องใส่อะไรเข้าไปให้มันกิน
ซึ่งคำตอบที่ตรงใจผู้เลี้ยงที่สุดคือ
ใส่อาหารลงไป
และผู้ขายหลายคน
โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จักคุ้นเคยกับวิชาการเพียงพอ
จะจำเพียงแค่ว่า
"ถ้าเป็นปลาก็ให้อาหารเม็ด
หรือไรทะเล
ถ้าเป็นปลากินเนื้อ
ให้กุ้ง ถ้าเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างก้นตู้
ก็ให้อาหารน้ำ"
เป็นสูตรท่องจำที่ทำให้ผู้เลี้ยงเกิดพลาดท่ามาหลายราย
กระดุมเป็นสัตว์
แน่นอนว่า จะต้องกินอาหาร
อาหารของกระดุมนั้นหากย้อนไปถึงข้อมูลของ
Eric Borneman จะพบว่าอาหารที่กระดุมได้รับ
จะได้รับมาจากการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายเซลเดียว
Zooxanthellae ในตัวกระดุมเสียส่วนใหญ่
หรือทั้งหมดเลยก็เป็นได้
จากประสบการณ์การเลี้ยงของแพลงตอนพบว่า
ยิ่งให้แสงกับกระดุมมากเท่าไหร่
กระดุมก็ยิ่งบานดีและโตเร็วเท่านั้น
Mr.แพลงตอน เคยให้แสงขนาด
400 W MH 6500 K ห่างจากตัวกระดุมที่อยู่ใต้หลอดราว
ๆ 2 ฟุต พบว่า กระดุมโตเร็วมาก
ขณะที่ใช้ 400 W
MH 20000 K กระดุมจะโตช้ากว่าเล็กน้อย
และ ถ้าให้ 150 W
MH 20000 K ที่ความห่างจากหลอด
1.5 ฟุต กระดุมชนิด
Palythoa จะบานได้ พอประทังชีวิตอยู่ได้
แต่โตไม่เร็ว
และถ้าหากใช้หลอดฟลูออเรศเซนต์
ใหม่ ๆ20 วัตต์
20000 K 2 หลอด + 6500 K 1 หลอด
พร้อม Reflector และวางกระดุมห่างจากหลอด
ครึ่ง ฟุต กระดุมจะบานได้ช่วง
3 เดือนแรก แต่ไม่ลามออกมา
พอพ้น 3 เดือน
กระดุม จะเริ่มหดหายไป
และสลายไปในเวลา
6 เดือน ทั้ง ๆ
ที่มีการให้อาหารน้ำ
ตามปกติ สัปดาห์ละ
1 - 2 ครั้ง
นั่นแสดงว่า
การให้แสง สำคัญต่อการเลี้ยงกระดุมมาก
ๆ เลยทีเดียว
จากการสังเกต
ความต้องการแสงของกระดุมจะมีอยู่
2 ประเภทใหญ่
ๆ
- ประเภทแรก
( ต่อไปขอเรียกว่าประเภท
A ) ต้องการแสงอย่างมากและแรง
ประเภทนี้เป็นกระดุมกลุ่ม
Palythoa และ Protopalythoa หรือที่เราพบตามตลาดตระกูล
เยลโล่โพลิป
กระดุมเขียว
กระดุมทอง กระดุม
PE( People Eater ) กระดุมแดง
กระดุมชมพู
ประเภทนี้ จะต้องการแสงสว่างมาก
ๆ เป็นพิเศษและจะโตเร็วมากหากได้รับแสงมาก
ถ้าได้แสงมากจะทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอื่น
ๆ ได้เป็นอย่างดี
หากไม่ค่อยได้แสง
ความทนทานจะลดลงมา
แต่ถ้าเป็นกระดุมเขียวจะทนทานดีเป็นพิเศษ
หากแสงน้อย
ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้แต่จะไม่ค่อยโต
กระดุมประเภทนี้
บางตัวจะสามารถจับกินแพลงตอนได้
ทำให้โตเร็วขึ้นอีก
เช่นพวก กระดุมแดงเป็นต้น
- ประเภทที่สอง
( ต่อไปขอเรียกว่า
ประเภท B ) เป็นกระดุมที่ต้องการแสงมาก
แต่ก็ไม่แรงจัดนัก
รวมทั้งไม่ค่อยทนต่อแสงสว่างมาก
ๆ จนเกินไป และอาจมีการไม่ยอมบานได้
โดยคร่าว ๆ จะเป็นกระดุมในกลุ่มที่มีสีสันสวยงาม
โพลิปมักมีขนาดเล็กกว่าแบบแรก
เช่นพวก กระดุมฟ้า
กระดุมเหลือง
กระดุมเขียวแดงหลากสี
กระดุมจากตองก้า
เป็นต้น กระดุมประเภทนี้
มักมีปัญหากับพวกสาหร่ายขน
( hair algae และ Turf Algae ) ที่ไม่สามารถแข่งขันกับสาหร่ายชนิดนี้ได้
จึงมีปัญหาในการเติบโตมากกว่า
แต่หากได้อยู่ในสภาพน้ำที่มีคุณภาพดี
ๆ เช่นน้ำในแนวปะการัง
จะเจริญเติบโตได้เร็วมาก
ปัจจัยที่
2 สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย
กระดุมจัดเป็นปะการังที่สามารถปรับตัวได้กว้าง
และหลากหลาย
( โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับ
SPS ) ดังนั้นกระดุมจึงสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีได้
ทำให้ผู้ที่ไม่เคยเลี้ยงตู้ทะเลและมีโอกาสทำให้ของเสียคั่งค้างในตู้จากการดูแลที่ไม่ถูกต้องนั้น
สามารถเลี้ยงกระดุมได้ดีกว่าปะการังอื่น
ๆ มากมาย
สภาพแวดล้อมที่
1 - คุณสมบัติทางเคมีของน้ำทะเล
อย่างที่กล่าวแต่ต้นว่า
กระดุมสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีได้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
กระดุมจะชอบสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีได้เสมอไป
ดังนั้นหากใช้น้ำทะเลที่มีคุณภาพสูงมาเลี้ยง
กระดุมก็จะบานดีกว่าอย่างแน่นอน
จากประสบการณ์ของแพลงตอน
พบว่า เราสามารถแยกกระดุมได้
2 ประเภท เช่นเดียวกับข้างบน
ประเภท A นั้นดูจะทนต่อสภาพน้ำได้ดีกว่า
ขณะที่ประเภท
B จะทนต่อสภาพน้ำที่ไม่ดีได้ไม่นานนัก
สภาพแวดล้อมที่
2 - คลื่นและกระแสน้ำ
ตามรูปร่างสันฐานของกระดุม
เป็นเหมือนแพที่มีนิ้วยื่นออกมา
รูปร่างเช่นนี้เหมาะสมกับการเก็บตะกอนเอาไว้
กระดุมส่วนใหญ่จึงชอบให้มีกระแสน้ำไหลเอื่อย
ๆ และพัดไปกลับเบา
ๆ ร่วมกับมีกระแสน้ำแรง
ๆ พัดไปกลับเป็นระยะ
เพื่อปัดเป่าตะกอนออกไป
ดังนี้นการจัดวางกระแสน้ำที่เหมาะสม
จึงควรเป็นกระแสน้ำไหลพัดไปมาหลายทิศทางและไม่แรงไป
แล้วมีคลื่นเทเป็นระยะ
ๆ ทุก 10 นาที จะเหมาะสมมาก
แต่การจัดกระแสน้ำแบบนี้ค่อนข้างยาก
หากทำให้ง่ายเข้าคือ
ใช้ปั๊มน้ำยิงกระทบกระจกแล้วจึงกระทบกระดุม
ก็จะได้กระแสน้ำพอดี
ๆ และใช้ลูกยางคอยเป่าฝุ่นตะกอนให้หลุดทุกสัปดาห์
ก็พอไหว
สภาพแวดล้อมที่
3 - แสงและอุณหภูมิ
ตามที่กล่าวข้างต้น
แสงมีความสำคัญคือเป็นที่มาของอาหารของกระดุม
แสงจึงควรจะแรง
และถ้าใช้แสงในช่วงที่เหมาะสมก็จะทำให้กระดุมเติบโตได้ดี
ขณะที่ถ้าให้แสงมาก
ก็จะทำให้อุณหภูมิขึ้นตาม
อุณหภูมิที่ควรจะเป็นควรอยู่ไม่เกิน
31 องศา ( ปะการังทั่วไปควรอยู่ที่ไม่เกิน
29 องศา เซลเซียส
แต่กระดุมทนกว่านั้นเล็กน้อย
) อุณหภูมิที่เหมาะสมจะเป็นประมาณ
27 - 28 องศา จะดีที่สุด
ปัจจัยที่
3 โรคและศัตรู
โรคและศัตรูของกระดุม
แพลงตอนขอแบ่งเป็น
1.โรคที่เป็นเชื้อโรค
ได้แก่พวกที่ทำตัวเป็นเชื้อโรคขนาดเล็กทั้งหลาย
เช่นแบคทีเรีย
โปรโตซัว
2. ศัตรูที่ทำตัวเป็น
ปรสิต หรือ pest
ได้แก่พวก ทากกินกระดุม
sea spider พวกนี้อาจดูดน้ำเลี้ยงกระดุมหรือเกาะแล้วทำให้กระดุมไม่บานก็ได้
3. ศัตรูที่กินกระดุมโดยตรง
เช่นพวก ปลาผีเสื้อ
โนรี กุ้งมดแดง
เป็นต้น
4. ศัตรูที่แย่งพื้นที่และแสงสว่างในการเจริญเติบโต
เช่นพวกปะการังที่อยู่ในที่สูงบังแสง
หรือสาหร่ายต่างๆ
ที่เจริญเติบโตเร็ว
5. ศัตรูที่ส่งสารเคมีออกมาทำลายกระดุม
เช่น หนวด sweeper tentacle
ของปะการัง
LPS , Aiptasia , Anemone หรือ พวกสารพิษที่ขับออกมาโดยสาหร่ายและปะการังบางชนิดรวมถึงฟองน้ำ
ที่กระดุมไม่สามารถทนได้
จากทีแพลงตอนกล่าวมา
หากเป็นศัตรูก็ต้องกำจัดหรือพยายามลดปริมาณให้มากที่สุดอาจใช้วิธีธรรมชาติช่วยควบคุม
หรือ ตัวยากำจัด
หรือ วิธีอื่น
ๆ ขณะที่ข้อ
5 บางครั้งเราไม่สามารถกำจัดได้
เราอาจใช้ Activated
Carbon ช่วยดูดซับสารพิษส่วนเกินไปก่อนแล้วเปลี่ยนบ่อย
ๆ แทน
ปัจจัยที่
4 เพื่อนร่วมตู้ที่เป็นประโยชน์
กระดุมสามารถเจริญเติบโตได้ดี
ถ้าหากมีเพื่อนร่วมตู้ที่มีประโยชน์
สามารถจัดกลุ่มเพื่อนร่วมตู้ได้ดังนี้
- เพื่อนร่วมตู้ที่คอยกินตะไคร่
เนื่องจากตะไคร่
( Cyanobacteria ) จะมีความเป็นพิษต่อกระดุมและสัตว์อื่น
ๆ ค่อนข้างสูง
สัตว์ที่คอยกิน
ตะไคร่จึงมีความสำคัญมาก
เหล่านี้ได้แก่
พวกพอดชนิดต่าง
ๆ bristle worm แม่เพรียง
หอยฝาเดียวโดยเฉพาะ
หอยนมสาว ( Turbo snail,
trochus snail ) หอยขี้นก
( Nerite snail) หอย Cerith snail , หอยปิระมิด
( Limpet) หอยเป๋าฮื้อ
( Abalone ) ปลาเบลนนี่
เม่นทะเล ฯลฯ
- เพื่อนร่วมตู้ที่คอยกินสาหร่าย
เนื่องจากสาหร่ายจะโตปกคลุมกระดุมมาก
พวกนี้เช่น
ปูเสฉวน เม่นทะเลบางชนิด
ปลาตระกูลแท้งค์
หรือขี้ตังเป็ด
- เพื่อนร่วมตู้ที่คิดกำจัดศัตรู
เช่น ปลานกแก้ว
Moonwrasse ปลาผีเสื้อนกกระจิบ
( กิน aiptasia ) กุ้ง peppermint
เป็นต้น
- เพื่อนที่คอยกินซากอาหาร
ซึ่งจะเป็นของเสียต่อไปถ้าไม่มีเพื่อนเหล่านี้
เช่น หนอนท่อดอกไม้
( Serpulid ,Sabellede ) ,ปลาโกบี้อมทราย
, ปูเสฉวน , กุ้งตัวเล็กชนิดต่าง
ๆ
กระดุมกับชื่อเรียกสามัญ
ปัจจุบันคนเลี้ยงที่เล่นเกี่ยวกับกระดุมมีหลากหลาย
ทำให้กระดุมมีชื่อเรียกต่าง
ๆ กัน เพื่อความเข้าใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แพลงตอน จึงรวบรวมมาให้ได้ชมกัน
Thanks for Data and Pics from ZoaID.com
|