Article
ปะการังตระกูลถ้วยส้ม และปะการังโพลิปใหญ่ที่ไม่สังเคราะห์แสง
Non Photosynthetic LPS

หนึ่งในปะการังที่สวยและเลี้ยงดูได้ไม่ยากสำหรับผู้เลี้ยงปะการังที่ขยัน และไม่ใช้งบประมาณมาก ก็คือ ปะการังถ้วยส้ม
ซึ่งเป็นปะการังกลุ่มที่สามารถกินอาหารเป็นชิ้น ๆ ได้ ทำให้สามารถเลี้ยง
ได้ในตู้ที่มีแสงสว่างจำกัด จึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าไฟ มากมายได้

ปะการังถ้วยส้มมีหลายชนิดหลายพันธุ์

เดิมเรารู้จักว่า ปะการังถ้วยส้มจะถูกจัดกลุ่มให้อยู่ในจำพวก Tubastrea sp. แต่ระยะหลัง เราพบว่ามีการนำปะการังถ้วยส้มที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกตามากขึ้น
มาขายตามร้าน ปะการังเหล่านี้อยู่นอกจำพวก Tubastrea อย่างเช่น Dendrophyllia
และอีกหลายพันธุ์ ในความเป็นจริงเราไม่สามารถแยกปะการัง Dendrophyllia ออกจาก Tubastrea ได้ นอกจากใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจสอบ กับการใช้ DNA Probe
สำหรับระดับนักเลี้ยงจึงไม่ค่อยมีความจำเป็นในการแยกมากนัก และมักจะเรียกกัน
ตามความสวยงามที่พบเห็นมากกว่า มีเพียงนักวิชาการท่านที่สนใจในการแยกแยะ

ท่านผู้อ่านที่สนใจชนิดพันธุ์ของปะการังถ้วยส้ม สามารถเข้าไปดูได้ที่ ชนิดของปะการังตระกูลถ้วยส้ม

ปะการังถ้วยส้มต้องป้อนอาหาร

ในการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดต้องมีการให้อาหารเป็นธรรมดา ในการเลี้ยงปะการังที่สังเคราะห์แสงได้ ซึ่งมีสาหร่าย zooxanthellae เป็นองค์ประกอบจะได้รับอาหารจากการสังเคราะห์แสงด้วยการจับอาหาร แพลงตอนในน้ำเพิ่มเติม แต่ปะการังถ้วยส้ม เป็นปะการังที่ไม่ได้สังเคราะห์แสง ได้พลังงานจากการจับกินอาหารในน้ำเพียงอย่างเดียว ปะการังกลุ่มประเภทถ้วยส้มจึงต้องการ การให้อาหารบ่อย ๆ
ทำให้นักเลี้ยงที่ไม่ค่อยสนใจดูแลตู้และอาหารของปะการัง หรือนักเลี้ยง ที่ไม่มีเวลาในการดูแลมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการดูแลปะการัง ตระกูลถ้วยส้มนี้

ใหม่ ๆ แรก ๆ เมื่อนำปะการังถ้วยส้มมาใส่ตู้ ยิ่งถ้าเป็นปะการังที่ขาดอาหารมานาน หรือ ปะการังที่ตกใจ จะไม่ยื่นหนวดหาอาหารออกมาหากิน เป็นระยะเวลานาน อาจถึง 1 - 2 สัปดาห์ทีเดียว เนื่องจากว่า เวลาที่มันบานจะกินพลังงานในการดำรงชีวิตเพื่ออยู่รอด
หากบานออกมาหาอาหารจะทำให้สูญเสียพลังชีวิตไปมากและตายเร็ว

ปะการังถ้วยส้มที่แข็งแรง จะสามารถบานออกมาหาอาหารได้ทันที เช่นเดียวกับปะการังถ้วยส้มที่ผ่านการปรับเปลี่ยนตัวเองโดยการหดตัวเล็กลง หลังขาดอาหาร หรือ ใกล้จะตายเต็มที ก็จะยื่นหนวดจับอาหารออกมา เราจะนำอาหาร ใส่ลงไปบริเวณที่ตรงกลาง หรือ ตรงปากมัน หรือจะเป็นตรงหนวดมันก็ได้ มันจะจับแล้วหยิบชิ้นอาหารลงไปที่ปากแทน

ปะการังถ้วยส้มที่ไม่ยอมบาน เราสามารถกระตุ้นการบาน โดยการพ่นน้ำ ที่มีกลิ่นคาวของอาหารโดยรอบ วิธีนี้มีอัตราสำเร็จ คือทำให้มันบานได้ประมาณ 60 % ขณะที่เมื่อผ่านการป้อนอาหารไปได้ที่ระยะเวลาเหมาะสม ปะการังจะเกิดการเรียนรู้ และบานตามเวลาที่เราให้อาหารเป็นประจำทุกวัน

ตามธรรมชาติ ปะการังถ้วยส้มจะได้รับอาหารมากในช่วงกลางคืน
เพราะเป็นช่วงเวลาที่แพลงตอนออกจากที่ซ่อนเพื่อหากิน ปะการัง.ถ้วยส้มส่วนใหญ๋จึงบานเวลากลางคืน

แต่เนื่องจากปะการังถ้วยส้มมีจำนวนโพลิปมาก การให้อาหารปะการังถ้วยส้มเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผู้เลี้ยงหลาย.
ต่อหลายคนเสียเวลา และล้มเลิกการป้อนอาหารเสีย ทำให้ปะการัง
ถ้วยส้มอันสวยงามต้องล้มหายตายจากไปจากตู้ของผู้เลี้ยง
จึงมีคนหลายต่อหลายคนคิดวิธีการให้อาหารให้ง่ายขึ้น ลองตามไปดูกันนะครับ

อาหารสำหรับปะการังถ้วยส้ม

ปะการังถ้วยส้ม สามารถรับอาหารได้หลายทางเช่นเดียวกับปะการังโพลิปใหญ่ ยกเว้นเรื่องของการใช้
สาหร่าย zooxanthellae เพื่อสังเคราะห์แสงให้ได้อาหารจากภายในตัวเอง ดังนั้น ปะการังถ้วยส้มจึงต้อง
กิน อาหารที่มาจากภายนอก อาหารที่ปะการังถ้วยส้มกินส่วนใหญ่ จะเป็น แพลงตอนสัตว์ เศษซากอาหาร
จากการกินเหลือของปลา หรือ แม้แต่ Marine Snow

ปะการังถ้วยส้มในธรรมชาติ จึงสามารถรับอาหารขนาดเล็กได้เป็นปริมาณต่อเนื่องเกือบทั้งวัน แต่ปะการังถ้วยส้ม
เองก็มีความสามารถปรับตัวสำหรับการ อดอาหารด้วย เนื่องจากอาหารในธรรมชาติ ไม่ได้มีตลอด ปะการังถ้วยส้มเอง
สามารถอดอาหารได้ สบาย ๆ ถึง 2 อาทิตย์ และหากอดอาหารเป็นเดือน ปะการังจะทำการปรับตัวโดยการลดขนาดเซล
ลงไป ทำให้ตัวเล็กลง และโครงหินปูนที่เคยสร้างไว้จะถูกปกคลุมด้วยตะไคร่ ทำให้ปะการังถ้วยส้มโตยากขึ้นกว่าเดิม

ในที่เลี้ยง สภาวะการให้อาหารของนักเลี้ยง มีผลต่อปะการังถ้วยส้มเป็นอย่างมาก หากปราศจากการให้อาหารเพิ่มเติม
ปะการังถ้วยส้มส่วนมากจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากสารอาหารในน้ำจะต้องถูกจำกัดเพื่อไม่ให้เกิดน้ำเสีย
และการให้อาหารน้ำที่ร้านขายนิยมบอกนักเลี้ยงกัน เป็นการให้อาหารที่ค่อนข้างสิ้นเปลืองและทำให้น้ำเสียง่าย
เนื่องจากปริมาณอาหารที่ถ้วยส้มต้องการจะเป็นปริมาณมาก และมากเกินกว่านักเลี้ยงจะให้เป็นอาหารน้ำได้โดยไม่ทำให้น้ำเสีย
ดังนั้น นักเลี้ยงต้องให้อาหารที่เป็นชิ้นใหญ่ ๆ มากกว่าอาหารที่เป็นของเหลว

เศษอาหารที่เหลือจากที่ปลากิน ก็สามารถให้ได้เช่นกัน เพียงแต่ว่า โดยมาก กระแสน้ำที่ไหลเวียนในตู้ มักจะทำให้
เศษอาหารเหล่านี้ตกไปไม่ถึงตัวปะการังถ้วยส้ม หรือ อาจพัดผ่านไปโดยที่ปะการังถ้วยส้มไม่สามารถจับได้ ดังนั้น
หากจะให้ดี ต้องมีการปรับกระแสน้ำที่เหมาะสมด้วย

จากประสบการณ์ จึงทำให้สรุปได้ว่า การเลี้ยงถ้วยส้ม จะต้องป้อนเป็นอาหารชิ้นใหญ่ และควบคุมกระแสน้ำให้มีจังหวะ และทิศทาง
ที่เหมาะสมกับการกินของปะการัง โดยมาก หากจะให้มีการให้อาหารแบบอัตโนมัติ การจัดกระแสน้ำให้เป็นคลื่น มีช่วงหยุด ช่วงไปกลับ
แยกกันเป็นพัก ๆ ประมาณ 5 วินาที จะเหมาะสมสุด แต่หากมีการป้อนอาหารด้วยมือ กระแสน้ำดังกล่าวไม่จำเป็นนัก
นักเลี้ยงเพียงแค่ปิดปั๊มน้ำช่วงให้อาหาร เพื่อให้อาหารส่วนใหญ่ตกบริเวณถ้วยส้ม จนถ้วยส้มกินเสร็จ จึงเปิดปั๊มเพื่อให้กระแสน้ำ
ทำความสะอาดต่อไป

อาหารที่ถ้วยส้มสามารถกินได้ จะเป็นพวกเนื้อสัตว์ ( คาดว่าปะการังถ้วยส้มจะมีตัวรับสารเคมีทางระบบประสาทเพื่อช่วยแยกแยะ
ว่าอาหารชนิดนั้น เป็นเนื้อสัตว์หรือเป็นอย่างอื่น ) ขณะที่พวกเศษตะกอนที่มีแบคทีเรีย และ เศษสาหร่าย จะถูกหนวดปล่อยทิ้งออกไป
ดังนั้น พวกแพลงตอนสัตว์ หรือ พวกเศษชิ้นอาหารจากเนื้อปลา กุ้ง จะถูกถ้วยส้มจับไว้ เราสามารถหาอาหารได้จากหลายรูปแบบ
และอาหารที่ชิ้นไม่ใหญ่เกินไป จะทำให้ถ้วยส้มกินสะดวก รวมทั้งสะดวกแก่การป้อนอาหารด้วย

ชนิดของอาหาร ที่นักเลี้ยงสามารถหาได้นั้น จะเป็นพวก เนื้อกุ้ง เนื้อปลา เนื้อหมู เนื้อไก่ อาหารปลาแบบแผ่น แบบเม็ด หรือพวกไรทะเลก็ได้
อาหารจะมีชีวิตหรือไม่มีก็ได้ แต่ต้องเป็นเนื้อสัตว์ และควรระวังเนื้อสัตว์ชนิดที่มีสารกันเสีย หรือ ยาต่าง ๆ ปนเปื้อนอยู่ เพราะมีผู้เลี้ยงที่ซื้อกุ้ง
จากห้างค้าปลีกต่างชาติมาให้กิน ผลปรากฏว่า ถ้วยส้มราคาแพง ตัวที่กินกุ้ง ตายในวันต่อมา ยาบางชนิดมนุษย์ใช้อาจไม่มีปัญหา แต่เป็นอันตราย
ถึงชีวิตกับปะการังถ้วยส้มตัวน้อย ๆ

 

ถ้วยส้มที่ได้รับการดูแลอย่างดี มีอาหารให้ จะเติบโตอย่างรวดเร็วและทำการสืบพันธุ์
การสืบพันธุ์ของปะการังถ้วยส้มส่วนมากจะเป็นแบบ
ไม่อาศัยเพศเสียมากกว่า นั่นก็คือ หากสืบพันธุ์แบบขยายขนาดโคโลนี จะทำการแบ่งตัวออกเป็นหน่อข้าง ๆ และหากสืบพันธุ์เพื่อ
สร้างถิ่นฐานในที่ไกล ๆ จะปลดปล่อย ตัวอ่อนโดยไม่ต้องผสมเซลสืบพันธุ์ หรือ Asexual Planulae
ได้อย่างมากมาย

และหากนักเลี้ยงที่สามารถเลี้ยงถ้วยส้มจนชินกับตู้พอสมควร ถ้วยส้มจะทำการสร้างเซลสืบพันธุ์ชนิดที่ใช้เพศออกมา ทำให้เราสามารถพบเห็นการปล่อยน้ำเชื้อและไข่ของปะการังถ้วยส้มในที่เลี้ยงได้ โดยเฉพาะเวลาที่เซลสืบพันธุ์สมบูรณ์เต็มที่
และมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่อยู่

spawn1

spawn2

 

spawn3

spawn4

ภาคที่ 2 การเลี้ยงถ้วยส้ม
และปะการังตระกูลกินอาหารไม่สังเคราะ
ห์แสง

ปะการังถ้วยส้มไม่ชอบไนเตรต

การป้อนอาหารถ้วยส้มบ่อย ๆ จะมีผู้เลี้ยงบางราย สังเกตเห็นว่า ปะการังถ้วยส้มจะไม่ค่อยบานออกมารับอาหาร และบางตัวก็ค่อย ๆ ตายลง เหล่านี้เป็นผลพวงมาจากการดูแลเรื่องคุณภาพน้ำที่ไม่ดี ไม่เพียงแต่ไนเตรตเท่านั้นที่ถ้วยส้มไม่ชอบ แต่รวมถึงอินทรีย์สารอื่น ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ เช่น กรดฮิวมิค สารประกอบฟีนอล เอนไซม์ ต่าง ๆ
เป็นเหตุให้ปะการังถ้วยส้มมีอาการไม่ค่อยดีและตายได้ในที่สุด แม้แต่การเปลี่ยนน้ำ 100 % ก็ไม่สามารถกู้อาการนี้ให้ดีขึ้นได้ จำต้องทำการรื้อระบบเปลี่ยนตัวดูดซับสารอินทรีย์กรองและ กรองชีวภาพใหม่ ซึ่งต้องรอเวลาเซตระบบอีกมาก จึงจะสำเร็จ

การเลี้ยงปะการังถ้วยส้ม กับเรื่องคุณภาพน้ำ จึงต้องเป็นการเลี้ยงที่
"กันไว้ดีกว่าแก้" วิธีการเลี้ยงถ้วยส้ม จึงมีระบบการเลี้ยง 2 แบบใหญ่ ๆ
ก็คือ ระบบการเลี้ยงที่เลี้ยงพ่วงกับปะการังชนิดอื่น ๆ และระบบการเลี้ยงแต่เป็นระบบไม่ใหญ่แต่เปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ แทน
ติดตามอ่านเรื่องระบบตู้เลี้ยงด้านล่างได้เลยครับ

ปะการังถ้วยส้ม เกรงกลัว สาหร่ายเส้นผมขนาดเล็ก

เช่นเดียวกับเหตุผลของปะการังโครงแข็งทั่วไป หากมีสาหร่ายเส้นผมขึ้นเกาะกับโครงแข็งปะการัง จะทำให้โครงแข็งของปะการัง "ตาย" โดยสมบูรณ์ เนื่องจากปะการังจะ
ต้องยากลำบากเป็นอย่างมากในการสร้างโครงร่างหินปูนจำนวนมหาศาล มากกว่าปกติ เพื่อจะครอบบริเวณที่สาหร่ายเส้นผมเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากปราศจากสัตว์แทะหน้าหิน ( Grazer ) คอยกัดแทะหน้าหินให้ปราศจากสาหร่าย ปกติ สาหร่ายเส้นผมจะเจริญ
และเติบโตอย่างรวดเร็วหลายเท่ามากกว่าอัตราการสร้างโครงร่างหินปูน และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสาหร่าย ก็ทำให้การจับแคลเซียมมาสร้างเป็นโครงร่างหินปูน ยากขึ้นไปตามลำดับ ดังนั้น ปะการังโครงร่างแข็งจำนวนมาก จึงไม่ชอบสาหร่ายเส้นผมเลย และการเลี้ยงปะการังถ้วยส้มในตู้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

ปะการังถ้วยส้มต้องเลี้ยงแบบห้อยหัว จริงหรือ?

ในธรรมชาติ พบว่า ปะการังถ้วยส้มจำนวนมากจะอาศัยตามผนังถ้ำ และห้อยกลับหัว แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป สาเหตุเหล่านี้ที่แท้จริงกลับไม่มีใครบอกได้ มีแต่เพียงข้อสันนิษฐานต่างๆ นา ๆ เช่น ตรงบริเวณนั้น พวกปะการังสังเคราะห์แสงกับสาหร่ายเจริญเติบโตไม่ดี เนื่องจากขาดแสง หรือ การห้อยหัวทำให้เลือกจับอาหารได้ดีขึ้น หรือ การเจริญเติบโตสามารถทำได้ง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องต้านกับแรงดึงดูด หรือ G force หรือมันเจริญเติบโตได้ดีเฉพาะการห้อยหัว

เนื่องจากข้อสังเกตที่พบได้ในธรรมชาติ ทำให้มนุษย์ พยายามเลียนแบบ โดยการห้อยหัวของปะการังลงพื้น แม้แต่ในตู้เลี้ยง
และแน่นอน ก็มีข้อถกเถียงกันมากมาย ว่า มันดีหรือไม่ดีกันแน่

สิ่งที่แพลงตอนได้ศึกษามา ร่วมกับประสบการณ์ พบว่า ในธรรมชาติ ปะการังถ้วยส้มไม่ได้ห้อยหัวทั้งหมด และก็ไม่ได้หมายความว่า ปะการังที่ไม่ได้ห้อยหัวจะเจริญเติบโตช้าลงหรือเจริญเติบโตไม่ได้ แต่การห้อยหัวปะการังลง ทำให้เราจัดการเรื่องการป้อนอาหารได้อย่างยากลำบากมากขึ้น
และผลจากการสังเกต สรุป เป็นผลว่า ความยากลำบากที่ยิ่งมาก สัมพันธ์กับความปล่อยปละละเลยต่อการดูแลของผู้เลี้ยงมากขึ้นด้วย
ดังนั้น หากต้องการเลี้ยงปะการังถ้วยส้มแบบห้อยหัว จึงต้องมีการดัดแปลงระบบและวิธีการป้อนอาหารให้เหมาะสมกับวิธีห้อยหัวด้วย และพบว่า ข้อดีของ การดัดแปลงนี้ กลับจะทำให้เราสามารถรักษาคุณภาพน้ำได้ดีขึ้นกว่า การเลี้ยงแบบหัวตั้ง
ติดตามดูภาพสเกตระบบการเลี้ยงปะการังแบบห้อยหัวได้ที่ข้างล่างครับ

ตู้และระบบบำบัดน้ำที่เหมาะกับการเลี้ยงปะการังถ้วยส้ม

*หมายเหตุ ภาพสเกตทั้งหลาย เป็นลิขสิทธิ์ของ แพลงตอนรีฟเทค ห้ามลอกเลียน นำไปทำซ้ำ พิมพ์ซ้ำ เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ

เรื่องระบบการเลี้ยงตู้ทะเลมีการถกเถียงกันมาแต่ไหนแต่ไร และมีการพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ทำให้วงการตู้ทะเลก้าวหน้าไปมาก
อาศัยพื้นฐานเรื่องระบบกรองน้ำ ระบบตู้ทะเลแบบเก่า เป็นพื้นฐานให้เกิดการสร้างสรรค์ระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับปะการังเฉพาะชนิดได้ดียิ่งขึ้น

เรามาดูสิ่งที่ระบบต้องรองรับกันครับ

อาหาร เศษซากอาหาร รวมถึงของเสียที่เกิดจากการให้อาหาร
อุณหภูมิของน้ำที่ไม่เกิน 29 องศาเซลเซียส
การไหลเวียนของกระแสน้ำอย่างต่อเนื่อง ไม่ช้าเกินไปและไม่เร็วเกินไป
การกำจัดสารอินทรีย์ส่วนเกินอย่างรวดเร็ว
คุณภาพน้ำที่มีปริมาณไนเตรตฟอสเฟตน้อย
ความง่ายในการให้อาหารปะการังถ้วยส้ม
ความง่ายในการดูแลรักษาระบบ
การไร้ศัตรูกินปะการังถ้วยส้ม
จะพบได้ว่าข้อแรก ๆ นั้นจะเกี่ยวพันกันอยู่ไม่น้อยทีเดียว นั่นคือ ประสิทธิภาพของระบบการเลี้ยงที่ดี จะต้องสามารถรองรับและกำจัด ของเสียได้อย่างทันท่วงที และสามารถดูแลรักษาง่าย

การกำจัดเศษอาหารที่เหลือจากการหลุดรอดที่เราให้ถ้วยส้มไป จะเป็นอาหารชิ้นใหญ่ ทำให้เกิดการเน่าเสียได้ และใช้เวลานานกว่าจะย่อยสลายไปด้วยแบคทีเรีย ความเนิ่นนานเหล่านี้เป็นผลเสียโดยตรงต่อคุณภาพน้ำของตู้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีสิ่งมีชีวิตก้นตู้ประเภทที่เคลื่อนไหวได้ และสามารถหากินกับเศษอาหารที่เหลืออยู่ได้ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ไม่ควรจะทำอันตรายกับปะการังถ้วยส้มได้ และถ้าเป็นไปได้ ก็ไม่ควรจะแย่งอาหารจากปะการังถ้วยส้ม ยกตัวอย่างเช่น

ปลาขนาดเล็ก ๆ อย่างเช่น แก้วปะการัง โกบี้ตัวเล็กชนิดอื่น ๆ ปลานกแก้ว
กุ้งขนาดเล็ก โดยเฉพาะ กุ้งโกบี้ กุ้งแอนนีโมน พบว่ากุ้งจำพวก Lysmata หรือ พวกกลุ่มกุ้งพยาบาล และกุ้งนักเลง มีแนวโน้มการแก่งแย่งสูง มีโอกาสแย่งอาหารจากปากปะการังถ้วยส้มได้ และ กุ้งมดแดง มีพฤติกรรมก้าวร้าว อาจหยิบโพลิปปะการังไปกินได้
ปู พบว่า ปูเสฉวนน้ำลึกขนาดเล็ก อย่างปูเสฉวนขาฟ้า ปูเสฉวนขาแดง หรือปูเล็ก ๆ อย่าง ปูเชียร์ลีดเดอร์ ปูเอมเมอรัลด์ ก็กินดี
พอดขนาดใหญ่ เช่นพวก Amphipod หรือตัวแกมม่ารัสต์ Gammarus เป็นต้น
หอยเบี้ย หอยเบี้ยบางชนิดกินปะการัง ต้องระวัง แต่หอยเบี้ยอีกหลายชนิดก็กินเศษซากอาหาร
ดาวทะเล ดาวทะเลชนิดที่ไม่กินปะการังก็สามารถหาจับอาหารกินได้
ต่อมาเราจะคำนึงถึงการย่อยสลายเศษซากอาหารที่เกิดจากมูลของสิ่งมีชีวิต ทั้งจากปะการังถ้วยส้มเอง และจากตัวที่มากินเศษอาหารที่เหลือ มูลที่ได้จะมีขนาดเล็ก ประมาณ Marine snow ตัวที่สามารถกินได้ จะจัดเป็นสัตว์ที่อยู่กับที่ ก็คือ กลุ่ม Filter feeder ทั้งหลาย ซึ่งปรากฏว่า เจ้าตัว filter feeder พวกนี้ กลับไม่ค่อยได้รับอาหารเพียงพอจนมันตายได้ ทั้ง ๆ ที่มีอาหารอยู่ เพราะอาหารเหล่านั้น ตกตะกอนอยู่ตามหินและพื้น มากกว่าที่จะลอยไปถึงตัวมัน ดังนั้น กลุ่มสัตว์ที่ เลือกใช้ ในการกำจัดเศษมูลขนาดเล็ก จึงเป็นพวก สัตว์ตัวจิ๋ว ๆ และสามารถเคลื่อนที่ได้ อย่างเช่นพวก พอด และ หอยฝาเดียวขนาดเล็ก ต่าง ๆ แต่หากหาไม่ได้ ตรงนี้ไม่เป็นไร เพราะเราจะข้ามขั้นตอนไปสู่การย่อยสลายด้วยจุลชีพ ก็สามารถทดแทนกันได้พอสมควร รวมทั้งการใช้ระบบการกรองที่สำคัญอีกอย่าง ก็คือ โปรตีนสกิมเมอร์

การย่อยสลายด้วยจุลชีพ จะเน้นการกำจัดสารอินทรีย์ที่ลอยมากับน้ำ ขนาดใหญ่ แต่ไม่ใช่ระดับที่ตามองเห็น ดังนั้น เราจึงควรทำการกำจัดสารอินทรีย์ขนาดใหญ่ที่ตามองเห็น ออกไปก่อน ด้วยระบบ ตกตะกอน โปรตีนสกิมเมอร์ หรือ กรองทางกายภาพ แล้วจึงนำน้ำ ที่ผ่านระบบกรองเบื้องต้น เข้ามาสู่ระบบกรองด้วยจุลชีพ การใช้ระบบจุลชีพนี้จะต้องคำนึงถึงอีก 2 อย่าง คือ ความรวดเร็วในการย่อยสลายสารเป็นพิษ และอัตราการกำจัดฟอสเฟต และไนเตรต ด้วย ดังนั้น ระบบจุลชีพ จึงต้องประกอบไปด้วย 2 รูปแบบคือ แบบใช้ออกซิเจนและแบบไม่ใช้ออกซิเจน

ต่อมาจึงมีระบบที่กำจัดสารอินทรีย์ส่วนเกินที่เหลือจากการย่อยสลายด้วยจุลชีพ ก็คือ ระบบดูดซับด้วยถ่านคาร์บอน และ ระบบเติมออกซิเจนให้แก่น้ำ รวมไปถึงการคุมค่าน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ ด้วย Redox control ตัวควบคุมรีดอกซ์หรือ ORP กับ โอโซน
น้ำที่ผ่านระบบกรอง จึงนำมาเลี้ยงปะการังถ้วยส้มให้ยืนยาวได้

แต่ในความเป็นจริง การจัดดูแลให้น้ำมีคุณภาพมากขนาดนี้ มีข้อเสียคือ สิ้นเปลืองงบประมาณค่อนข้างสูง จึงมีผู้คิดค้นอีกแนวหนึ่ง ก็คือ เน้นการประหยัดงบประมาณ โดยลดสัดส่วนขนาดตู้ ความสามารถการกรองน้ำลง ทำให้การกำจัดของเสียไม่ดีเท่าที่ควร แต่อาศัยการเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย ๆ แทน ทำให้ปะการังได้รับน้ำใหม่สะอาดบ่อย ๆ และเปลี่ยนเอาน้ำที่มีของเสียสะสม ออกไป กลายมาเป็นระบบตู้ปลาขนาดจิ๋ว หรือ ระบบนาโน ซึ่งบางที ระบบนี้กลับจะทำให้ดูแลปะการังได้งามกว่าระบบปกติเสียอีก แต่ระบบนาโน ก็มีข้อเสียคือ คุณภาพน้ำและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าปะการังปรับตัวไม่ทันจะเป็นโรคและตายง่าย

การจัดการ ๆ เคลื่อนที่ของกระแสน้ำก็สำคัญเหมือนกัน เพราะปะการังถ้วยส้ม ต้องการกระแสน้ำที่แรงกว่าปะการังทั่วไปตามธรรมชาติ และหากเป็นไปได้จะต้องการกระแสน้ำ ที่พัดจากล่างขึ้นบน ( Upwelling ) ด้วย เนื่องจากกระแสน้ำชนิดนี้ นำอาหารมาให้ได้ดีกว่า ปะการังจึงห้อยหัวลงรับอาหารได้ดีกว่า

การจัดการกระแสน้ำ จึงควรให้มีกระแสน้ำพัดหลายทิศทาง และ ไร้จุดอับ หากเป็นได้ ควรมีการเปลี่ยนทิศทางกระแสน้ำบ่อย ๆ ดังนั้น เราจึงนิยมใช้ อุปกรณ์เสริมมาต่อเข้ากับปั๊มน้ำ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนทิศทาง หรือ มีการเปิดปิดปั๊มเป็นระยะ ๆ สลับกัน ทำให้ปะการังได้รับกระแสน้ำทั่วถึงดีขึ้น

ระบบที่ใช้เลี้ยงปะการังตระกูลถ้วยส้ม

นักเลี้ยงสามารถเลี้ยงปะการังถ้วยส้มได้ในระบบต่าง ๆ กัน ซึ่งมีข้อดีและข้อเสีย พอสังเขป

ระบบแรก เลี้ยงไว้ในตู้รวม Community Tank

ข้อดี :

- ระบบนี้จะมีคุณภาพน้ำที่เสถียร
- เลียนแบบธรรมชาติ
- บางครั้งการให้อาหารปลา จะทำให้ปะการังถ้วยส้มได้รับอาหารไปด้วย

ข้อเสีย :

- หากมีปัญหาเรื่องการดูแล จะเกิด Old Tank Syndrome ทำให้ปะการังถ้วยส้มโทรมมาก และฟื้นฟูยาก
- ป้อนอาหารถ้วยส้มยาก มักทำให้ถ้วยส้มขาดอาหารเมื่อเลี้ยงไประยะยาว
- ปลาที่เลี้ยง มักมาแย่งอาหารปะการังถ้วยส้ม

system1

ระบบที่สอง

เลี้ยงไว้แบบแยกตู้แต่ต่อน้ำถึงกัน

ข้อดี :

- เราสามารถปรับชนิดของสิ่งมีชีวิต ที่ไม่เป็นปัญหาได้ง่าย
- ระบบน้ำเสถียร จากการเชื่อมกับตู้ใหญ่
- สามารถป้อนอาหารได้ง่าย

ข้อเสีย :

- หากทำการให้อาหารมากเกินไป อาจทำให้เกิดไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสในระบบทั้งหมดเพิ่มสูงได้
- กินเนื้อที่มาก

ระบบแบบที่สาม เป็นระบบที่พัฒนามาจากระบบที่สอง

เลี้ยงไว้แบบแยกตู้ ต่อน้ำถึงกัน แต่ละตู้มีระบบกรองภายในตัวเอง

เนื่องจากข้อเสียของระบบที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นตู้เลี้ยงที่เลี้ยงปะการังโครงแข็งที่ต้องการน้ำสะอาดมาก ๆ และ
เจ้าของมีเวลาดูแลน้อย ต้องการเลี้ยงถ้วยส้ม โดยที่ไม่ต้องการเปลี่ยนน้ำบ่อย และ ไม่ต้องการดูแลยุ่งยาก รวมทั้งสามารถให้
อาหารปะการังถ้วยส้มได้สะดวก ก็พัฒนาระบบนี้ขึ้นมา

ข้อดี :

- เราสามารถปรับชนิดของสิ่งมีชีวิต ที่ไม่เป็นปัญหาได้ง่าย
- ระบบน้ำเสถียร จากการเชื่อมกับตู้ใหญ่
- สามารถป้อนอาหารได้ง่าย
- รักษาคุณภาพน้ำในระบบได้ง่าย

ข้อเสีย :

- กินเนื้อที่มาก

system4

ระบบแบบที่สี่ เป็นระบบที่ใช้ความรวดเร็วเข้าว่า หากจำเป็นต้องเซตที่เลี้ยงในเวลาอันไม่นาน

ระบบแยกเลี้ยง ตู้เล็ก ( นาโน ) และเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ

ระบบนี้ สามารถจัดการคุณภาพน้ำได้ง่าย เนื่องจากปะการังถ้วยส้มต้องการอาหารเป็นปริมาณมาก ผ่านทางการกิน จึงต้อง
คอยป้อนอาหารให้ เกิดการ Input สารอาหารเข้าระบบปริมาณสูงกว่าตู้ปะการังทั่วไป แต่ Output กับมีน้อยกว่ามาก ดังนั้น
เพื่อความประหยัดและให้ปะการังถ้วยส้มเจริญเติบโตได้ดี เราก็อาศัยการเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ แทนก็ได้ และถ้าหาก เรามีระบบพัก
น้ำ บำบัดน้ำ ที่มีประสิทธิภาพสูง เราก็สามารถนำน้ำนั้นกลับมาใช้ได้ใหม่อีก

nano system4

ข้อดี :

- สามารถควบคุมเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำใหม่ได้ง่าย ทำให้ปะการังสดชื่นได้ดี ( Refresh ) ผ่านการเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ
- ป้อนอาหารได้ง่าย

ข้อเสีย :

- เลือกสิ่งมีชีวิตได้จำกัด
- ค่าของน้ำต่าง ๆ ไม่ค่อยเสถียรเนื่องจากปริมาตรน้ำต่ำ
- ต้องดูแลบ่อยกว่าระบบใหญ่
- หากระบบบำบัดน้ำไม่มีความสามารถและความยืดหยุ่นมากพอ ต้องคอยระวังปริมาณอาหารมากเกินไป

เทคนิคการป้อนอาหารแบบง่ายและรวดเร็ว

เทคนิคใช้ลูกยาง

เป็นเทคนิคที่สามารถหาวัสดุได้เอง นำลูกยางมาต่อเข้ากับท่อขนาดเล็ก ใช้ลูกยางคอยเป่าออกแล้วดูดเข้า จะทำให้ปะการังถ้วยส้ม สามารถสัมผัสกับอาหารได้ดีและลดอัตราเศษอาหารหลุดลอยไปด้วย

ลูกยางแดง

ท่อขนาดเล็ก

ประกอบร่าง



คอยบีบคลายที่หัวลูกยาง เพื่อคุมการเข้าออกของอาหาร

Direct Target Feeding ให้อาหารเข้าเฉพาะที่ ลดการสูญเสียได้มาก เสียเวลาน้อยกว่าคีบให้ทีละดอก

เทคนิคใช้ฝาครอบ

เทคนิคใช้ฝาครอบ

 สร้างฝาสำหรับครอบ ปะการังถ้วยส้ม เพื่อไม่ให้มีกระแสน้ำพัดอาหารออกไปไกล
แล้วต่อสายยางเพื่อใส่อาหารลงไป หลังจากใส่อาหารลงไปทิ้งไว้ได้สักพัก ประมาณ 5 - 10 นาที
แล้วจึงดูดน้ำที่มีเศษอาหารที่เหลือกลับออกมาทางสายยาง
แล้วจึงดึงสายยางพร้อมที่ครอบออก

cover

ฝาครอบสามารถทำเองได้โดยใช้ขวดน้ำอัดลม ด้านบนเจาะฝาติด
สายยาง แล้วต่อท่อสามารถทำเป็นกาลักน้ำ ก็ได้

วิธีเทอาหารแพลงตอนมีชีวิตโดยใช้ฝาครอบ

วิธีนี้ เป็นวิธีที่ใช้กระตุ้นการกินอาหารของปะการังได้ดี โดยเฉพาะปะการังถ้วยส้มที่
ไม่ค่อยจะยอมบาน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับปะการังอ่อนที่กินแพลงตอนได้ด้วย

 

ขั้นแรก เตรียมอาร์ทีเมียแรกฟัก หรือ โรติเฟอร์ ให้พร้อม และ ขวดน้ำ ตัดก้นออก

prepare

 

ขั้นต่อมาเอาขวดน้ำ ครอบลงไปบน ปะการังถ้วยส้ม

 

แล้วเทอาหาร ( ตัวอ่อนอาร์ทีเมีย ) ลงไป

 

รอเวลาสักพัก ให้ปะการังถ้วยส้มบานออกมารับอาหาร


ศัตรูของปะการังถ้วยส้ม
ปะการังถ้วยส้ม จะมีศัตรูตามธรรมชาติ นอกจากคุณภาพน้ำที่ไม่ดีหรือ กระแสน้ำที่ไม่พอเพียง
กับโรคต่าง ๆ ที่ปะการังถ้วยส้มจะเป็นเหมือนปะการังทั่วไป
ปะการังถ้วยส้มจะมี Predator หรือ ผู้ล่า มัน อีกต่างหาก

ผู้ล่า อันดับต้น ๆ คือ ปลาผีเสื้อ และปลาแองเจิล ที่กินปะการังเป็นอาหาร

รองลงมาคือ ทากกินปะการังถ้วยส้ม

Phestilla melanobrachia

微距天堂

sea snail / Wentle trap Snail
Epitonium billeeanum


barnacle and Tubastrea predators (Hexaplex princeps, Asperiscala billeeana )

Hexaplex princeps

asperiscala sp.

Asperiscala billeeana

 

 

References

http://www.reefs.org/library/aquarium_net/0797/0797_3.html

http://www.divegallery.com/tubastrea_4.htm

http://www.divegallery.com/snail_epitonium.htm

http://species.fishindex.com/species_2691tubastrea_faulkneri_
orange_sun_coral.html

trend for aquaculture http://www.tidalgardens.com/pages/coral/tubastrea.html